วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569

💧ผู้ป่วยหมดทางรักษา มาพึ่งน้ำดื่มไฮโดรเจน ที่ผลิตจากนวัตกรรมของ Voravit Group (ดร.ไฮโดรเจน)

ผู้ป่วยหมดทางรักษา มาพึ่งน้ำดื่มไฮโดรเจน ที่ผลิตจากนวัตกรรมของ Voravit Group  (ดร.ไฮโดรเจน)

https://linevoom.line.me/post/1171591745156631647
💧รายอื่นๆ

🔹ร.ต.มนัส: ความดัน เบาหวาน ไขมันในเส้นเลือด ตัอกระจก https://youtu.be/5px6sBnkUiI?si=0MapqYrryJFcN4Kz

🔹พระพิสิทธิ์: ความดัน ไขมันในเส้นเลือด
https://youtu.be/q3oh4ybri6U?si=mfoqBcyjCRjyXPmZ

🔹แม่ชีวัดพระปฐมเจดีย์ นครปฐม: สมองติดเชื้อ ใบหน้าเป็นอัมพฤกษ์ https://youtu.be/8gU3K6xz_yA?si=zcTwRrby1sVYb-qz

🔹พระชัยโสภณ: น้ำท่วมปอด หัวใจ เก๊า เลือดออกในสมอง
https://youtu.be/O891UHOQbKw?si=sqzne_7xzsvU3Ay1

🔹ตุ้ม: หัวเข่าบวม กระดูกเสื่อม/ ติ๋ม: รูมาตอยด์ / มณเฑียร: มะเร็ง
https://youtu.be/7Bxo367TeKA?si=ZBx2TlYOIRJvAys3

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569

💥 การทดสอบก๊าซไฮโดรเจนขณะเติมในน้ำ เพื่อผลิตน้ำไฮโดรเจน

การทดสอบก๊าซไฮโดรเจน หรือ ก๊าซ HHO (Oxy-hydrogen) ที่ถูกเติมลงในน้ำตามวิดีโอทั้งสองคลิป เป็นการสาธิตคุณสมบัติความไวไฟและการติดไฟอย่างรวดเร็วของไฮโดรเจน โดยมีรายละเอียดและข้อจำกัดที่ควรทำความเข้าใจดังนี้:
1️⃣ วิดีโอแรก (การทดสอบในแก้วน้ำ) ✨

 🔹สิ่งที่เกิดขึ้น: 

 ก๊าซ HHO ถูกปล่อยผ่านหัวทราย (Diffuser) ลงไปในแก้วน้ำ ทำให้ก๊าซแตกตัวเป็นฟองเล็กๆ ลอยขึ้นมาเหนือน้ำ เมื่อใช้ไฟแช็กจุดบริเวณผิวน้ำ ก๊าซไฮโดรเจนที่ลอยขึ้นมาจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศทันที เกิดเสียงปะทุต่อเนื่องดัง "ป๊อกแป๊กๆ" และมีเปลวไฟลุกไหม้ที่ผิวน้ำอย่างรวดเร็ว

 🔹คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์:

 เสียงปะทุเล็กๆ เหล่านั้นคือเสียงของก๊าซไฮโดรเจนที่กำลังระเบิดหรือติดไฟในระดับโมเลกุล (Micro-explosions) เนื่องจากไฮโดรเจนเป็นก๊าซที่เบาและไวไฟสูงมาก เมื่อผสมกับออกซิเจนในอัตราส่วนที่เหมาะสม (ซึ่งในก๊าซ HHO มีทั้ง H₂ และ O₂ ผสมกันอยู่แล้วในอัตราส่วน 2:1) มันจึงพร้อมติดไฟทันทีที่เจอประกายไฟ
2️⃣ วิดีโอที่สอง (การทดสอบในขวดน้ำ) 💥

 🔹สิ่งที่เกิดขึ้น:

เปลี่ยนจากการปล่อยก๊าซในแก้วเปิด มาเป็นการกักก๊าซ HHO ไว้ในฟองสบู่/น้ำยาล้างจาน (ซันไรส์) ในขวดพลาสติกที่มีช่องเปิดขนาดเล็ก (คอขวด) เมื่อนำไฟไปจ่อที่ปากขวด เกิดเสียงระเบิดดังสนั่น "ปัง!" คล้ายเสียงปืนหรือประทัดขนาดใหญ่ทันที

 🔹คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์:

นี่คือปรากฏการณ์การระเบิดเนื่องจาก ความดันและการกักขัง (Confinement) เมื่อก๊าซ HHO ถูกสะสมอยู่ในพื้นที่จำกัด และถูกจุดระเบิด ปฏิกิริยาเคมีระหว่างไฮโดรเจนและออกซิเจนจะเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมดในเสี้ยววินาที เกิดความร้อนสูงและการขยายตัวของก๊าซอย่างรุนแรง พลังงานทั้งหมดจึงพุ่งออกมาทางปากขวดในคราวเดียว ทำให้เกิดคลื่นเสียงที่ดังกว่าการจุดไฟในแก้วเปิดหลายเท่า

⚠️ ข้อควรระวังด้านความปลอดภัย (ข้อมูลสำคัญ)

แม้ว่าการทดสอบนี้จะดูตื่นตาตื่นใจและพิสูจน์ได้ว่ามีก๊าซไฮโดรเจนอยู่จริง แต่การทำเช่นนี้มีความเสี่ยงสูงมากด้วยเหตุผลต่อไปนี้:

 🔹อันตรายจากการระเบิดย้อนกลับ (Flashback):

ก๊าซ HHO เป็นก๊าซที่ผสมออกซิเจนมาในตัวแล้ว (Premixed gas) ซึ่งหมายความว่าเปลวไฟสามารถวิ่งย้อนกลับเข้าไปตามสายยางเข้าไปยังเครื่องผลิตก๊าซ (HHO Generator) ได้ทันที หากไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่เรียกว่า Flashback Arrestor (ชุดกันไฟย้อน) หรือปลายสายส่งแก๊สต้องอยู่ใต้น้ำ ถ้าจุดโดยตรงที่ปลายสายส่งก๊าซ เครื่องผลิตก๊าซอาจระเบิดรุนแรงจนเกิดอันตรายต่อชีวิตได้

 🔹แรงอัดในพื้นที่จำกัด:

การจุดก๊าซ HHO ในภาชนะปิดหรือกึ่งปิด เช่น ขวดพลาสติกในวิดีโอที่สอง หากแรงดันไม่สามารถระบายออกทางปากขวดได้ทัน ขวดจะแตกกระจายกลายเป็นเศษพลาสติกที่พุ่งใส่หน้าหรือตาได้

🎯 สรุป: 

การทดสอบนี้เป็นการยืนยันว่าก๊าซที่ผลิตได้คือ Oxy-hydrogen (HHO) จริง เนื่องจากมีคุณสมบัติการติดไฟที่ให้เสียงปะทุเฉพาะตัว แต่เป็นกระบวนการที่ต้องทำด้วยความระมัดระวังสูงสุดและควรมีระบบป้องกันไฟย้อนกลับทุกครั้ง

📹 ชมคลิป https://www.facebook.com/share/r/1EApD7J2Xm/

🌱 เพิ่มผลผลิตด้วยระบบ Hydrogen Fresh HydroMag

🌱 เพิ่มผลผลิตด้วยระบบ Hydrogen Fresh HydroMag

Hydrogen Fresh HydroMag คือการผสานพลังของ

💧 น้ำแม็กนีเซียม (Magnesium Water) + ⚡โมเลกุลไฮโดรเจน (H₂) + 🌿 ระบบจัดการน้ำเพื่อการเกษตร

เพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตของพืชอย่างมีประสิทธิภาพ


กลไกการทำงาน

1️⃣ แมกนีเซียม (Mg)

แมกนีเซียมเป็นองค์ประกอบสำคัญของคลอโรฟิลล์

ช่วยให้

  • สังเคราะห์แสงดีขึ้น
  • ใบเขียวเข้ม
  • สร้างน้ำตาลและแป้งได้ดีขึ้น
  • เพิ่มการสะสมชีวมวล

2️⃣ ไฮโดรเจนโมเลกุล (H₂)

งานวิจัยหลายฉบับพบว่าไฮโดรเจนอาจมีบทบาทในการสนับสนุน

  • การงอกของเมล็ด
  • การแตกราก
  • ความทนทานต่อความแห้งแล้ง
  • ความทนทานต่อความเค็ม
  • ความทนทานต่อความร้อน

3️⃣ น้ำด่างอ่อน pH 9–10

ช่วยลดความเป็นกรดของน้ำบางแหล่ง

ทำให้

  • ระบบรากทำงานดีขึ้น
  • ลดความเครียดจากสภาพน้ำ
  • ช่วยให้จุลินทรีย์บางกลุ่มทำงานได้ดี

ทั้งนี้ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับชนิดดินและพืช



ผลที่คาดหวังในฟาร์มหญ้าเนเปียร์

🌱 การเจริญเติบโต

  • แตกกอดีขึ้น
  • ใบเขียวเข้ม
  • ลำต้นแข็งแรง
  • ระบบรากพัฒนาดี

🌱 คุณภาพผลผลิต

  • เพิ่มมวลชีวภาพ
  • เพิ่มน้ำหนักสด
  • เพิ่มคุณค่าทางอาหารสัตว์

🌱 ด้านต้นทุน

  • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ
  • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ย
  • ลดความสูญเสียจากความเครียดของพืช

แนวคิด Hydrogen Fresh HydroMag Ecosystem

💧 HydroMag

pH 9.5
H₂ 1.40 ppm
ORP -438 mV

🚿 ระบบน้ำหยด HydroMag

🌱 หญ้าเนเปียร์ Hydrogen Fresh 100 ไร่

🐄 อาหารสัตว์คุณภาพสูง

♻️ เศรษฐกิจหมุนเวียนคาร์บอนต่ำ



วิสัยทัศน์

Hydrogen Fresh HydroMag

"จากน้ำแม็กนีเซียมไฮโดรเจน สู่ระบบเกษตรอัจฉริยะ เพิ่มผลผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และสร้างความยั่งยืนให้กับฟาร์มแห่งอนาคต" 🌱💧⚡


💧น้ำไฮโดรแม็ก

💧น้ำไฮโดรแม็ก

HydroMag Water

✴️ข้อมูลการผลิต

ขั้นที่ 1 : แช่เมล็ดแม็กนีเซียม ในนัำ

มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการละลายของแมกนีเซียมบางส่วนและเพิ่มความเป็นด่างของน้ำ

สมการที่ใช้อธิบายคือ

Mg + 2H₂O ----> Mg(OH)₂ + H₂ (น้ำแม็กนีเซียม)


ขั้นที่ 2 : เติม HHO ลงในน้ำแม็กนีเซียม

การเติมก๊าซ HHO จะทำให้มีการละลายของก๊าซไฮโดรเจน (H₂) ลงในน้ำเพิ่มเติม

Mg(OH)₂ + H₂ (น้ำแม็กนีเซียม) +  2H₂O₂  (แก๊ส HHO) ----> MgO₂ + 3H₂O + H₂ (น้ำแม็กนีเซียมไฮโดรเจน--HydroMag)

โดยทั่วไป กลไกหลักคือการละลายของ H₂ ลงในน้ำ มากกว่าการเกิดปฏิกิริยา


ผลการวัด

พารามิเตอร์ ค่า
pH 9.5
H₂ 1.40 ppm
ORP -438 mV

วิเคราะห์ทีละค่า

1. pH = 9.5

  • เป็นน้ำด่างอ่อนถึงด่างปานกลาง
  • สูงกว่าน้ำดื่มทั่วไป
  • สอดคล้องกับการมีแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ (Mg(OH)₂) หรือไอออน OH⁻ เพิ่มขึ้นในน้ำ

แสดงว่า

✅ ขั้นตอนแช่แมกนีเซียมส่งผลต่อความเป็นด่างของน้ำ


2. H₂ = 1.40 ppm

  • เท่ากับประมาณ 1.40 มิลลิกรัมต่อลิตร
  • อยู่ในระดับสูง
  • ใกล้เคียงกับระดับอิ่มตัวของไฮโดรเจนภายใต้ความดันบรรยากาศปกติ

แสดงว่า

✅ ระบบเติม HHO สามารถเพิ่มไฮโดรเจนละลายได้ดี


3. ORP = -438 mV

  • ติดลบค่อนข้างมาก
  • สอดคล้องกับการมี H₂ ละลายในระดับสูง

แสดงว่า

✅ น้ำมีสภาวะรีดักชันสูง


ความสัมพันธ์ของทั้ง 3 ค่า

pH สูง

เกิดจาก

  • แมกนีเซียม
  • ไฮดรอกไซด์ (OH⁻)

เป็นหลัก


H₂ สูง

เกิดจาก

  • ไฮโดรเจนที่เกิดจากแมกนีเซียม
  • ไฮโดรเจนที่เติมจาก HHO

เป็นหลัก


ORP ติดลบ

เกิดจาก

  • การมี H₂ ละลายอยู่ในน้ำ

เป็นหลัก


จุดเด่นของน้ำสูตรนี้

✅ มีแมกนีเซียมละลายเพิ่มขึ้น 

✅ มีค่า pH ด่างอ่อน

✅ มี H₂ สูง (1.40 ppm)

✅ มี ORP ติดลบสูง (-438 mV)


สรุปเชิงเทคนิค

น้ำสูตรนี้มีลักษณะเป็น

"น้ำแม็กนีเซียมไฮโดรเจน (Magnesium Hydrogen Water)" ที่มีความเป็นด่าง pH 9.5 ร่วมกับไฮโดรเจนละลายสูง 1.40 ppm และมีค่า ORP -438 mV ซึ่งบ่งชี้ถึงสภาวะรีดักชันสูง"

จากค่าที่วัดได้ สามารถสรุปได้ว่า

  • pH สะท้อนการเพิ่มความเป็นด่างจากแมกนีเซียม
  • H₂ สะท้อนปริมาณไฮโดรเจนละลายที่อยู่ในระดับสูง
  • ORP สะท้อนสภาวะรีดักชันที่สัมพันธ์กับ H₂

ดังนั้นในเชิงคุณภาพ น้ำชุดนี้ถือว่าอยู่ในระดับ ดีมาก สำหรับน้ำแม็กนีเซียมไฮโดรเจน โดยมีทั้งแร่ธาตุแมกนีเซียม (ขึ้นกับปริมาณที่ละลายจริง) และไฮโดรเจนละลายในระดับสูงพร้อมกัน.

HydroMag เป็นชื่อที่สื่อความหมายได้ดี เพราะเป็นการรวมคำว่า

  • Hydro = Hydrogen / Water (ไฮโดรเจน หรือน้ำ)
  • Mag = Magnesium (แมกนีเซียม)

จึงสื่อถึงผลิตภัณฑ์ประเภท

HydroMag™ : น้ำแม็กนีเซียมไฮโดรเจน (Magnesium Hydrogen Water)

แนวคิดคำอธิบายผลิตภัณฑ์

HydroMag™

น้ำแม็กนีเซียมไฮโดรเจนที่ผสานคุณสมบัติของแร่ธาตุแมกนีเซียมและไฮโดรเจนโมเลกุลละลายในน้ำ เพื่อให้ได้น้ำดื่มที่มีแร่ธาตุ ความเป็นด่างอ่อน และไฮโดรเจนละลายในระดับสูง

จุดเด่นตามผลการวัด

💧 HydroMag™

  • pH 9.5
  • H₂ 1.40 ppm
  • ORP -438 mV

3 คุณสมบัติในขวดเดียว

  1. แร่ธาตุแมกนีเซียม
  2. ไฮโดรเจนโมเลกุลละลายสูง
  3. สภาวะรีดักชันสูง (ORP ติดลบ)

สโลแกนตัวอย่าง

  • HydroMag™ — Magnesium Meets Hydrogen
  • HydroMag™ — พลังของแมกนีเซียมและไฮโดรเจนในทุกหยด
  • HydroMag™ — เติมแร่ธาตุ เติมไฮโดรเจน เติมความสดชื่น
  • HydroMag™ — Magnesium Hydrogen Water
  • HydroMag™ — The Next Generation of Hydrogen Water

หากจะพัฒนาต่อเป็นแบรนด์ในกลุ่ม Hydrogen Fresh Ecosystem ก็อาจใช้ชื่อเต็ม เช่น

Hydrogen Fresh HydroMag™

Magnesium Hydrogen Water

หรือ

HydroMag™ by Hydrogen Fresh เพื่อเชื่อมโยงกับแบรนด์หลัก.

โดยทั่วไป น้ำ HydroMag ที่มี pH 9.5 ไม่ถือว่าสูงจนเป็นอันตรายต่อพืชส่วนใหญ่ หากใช้รดเป็นครั้งคราวหรือมีการเจือจางในดิน แต่ผลกระทบขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ชนิดพืช ชนิดดิน ความถี่ในการรด และค่าความเป็นด่างสะสม

ข้อดีที่อาจเกิดขึ้น

✅ pH 9.5 จะถูกปรับลดลงเมื่อสัมผัสกับดินและคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ

✅ หากมีแมกนีเซียมละลายอยู่จริง พืชสามารถใช้แมกนีเซียมเป็นธาตุอาหารรองได้ เพราะแมกนีเซียมเป็นองค์ประกอบสำคัญของคลอโรฟิลล์

✅ ไฮโดรเจนละลาย (H₂) ไม่เป็นพิษต่อพืช และมีงานวิจัยบางส่วนศึกษาว่าอาจมีผลต่อการงอก การทนต่อความเครียด และการเจริญเติบโตของพืช


ข้อควรระวัง

⚠️ หากรดต่อเนื่องเป็นเวลานาน และน้ำมีความเป็นด่างสูงจริง อาจทำให้

  • pH ของดินสูงขึ้น
  • การดูดซึมธาตุเหล็ก (Fe)
  • แมงกานีส (Mn)
  • สังกะสี (Zn)
  • ฟอสฟอรัส (P)

ลดลงในพืชบางชนิด

⚠️ พืชที่ชอบดินกรด เช่น

  • บลูเบอร์รี
  • ชา
  • อาซาเลีย

อาจไม่เหมาะกับการใช้น้ำด่างเป็นประจำ


สำหรับพืชทั่วไป

เช่น

  • ข้าว
  • หญ้าเนเปียร์
  • ผักสวนครัว
  • มะนาว
  • มะม่วง
  • กล้วย

น้ำ pH 9.5 มักไม่ก่อให้เกิดปัญหาทันที เพราะดินมีความสามารถในการปรับสมดุล pH ได้


กรณี HydroMag 

ค่าที่วัดได้

รายการ ค่า
pH 9.5
H₂ 1.40 ppm
ORP -438 mV

หากใช้รดพืช

  • pH 9.5 อยู่ในระดับที่ยังใช้ได้
  • H₂ ไม่เป็นอันตรายต่อพืช
  • แมกนีเซียมอาจเป็นประโยชน์ทางโภชนาการ
  • ควรติดตาม pH ดิน มากกว่าดูเฉพาะ pH ของน้ำ

สรุป

น้ำ HydroMag pH 9.5 โดยทั่วไปไม่เป็นอันตรายต่อพืชส่วนใหญ่ และอาจช่วยเพิ่มแมกนีเซียมให้พืชได้ แต่หากใช้ต่อเนื่องในระยะยาว ควรตรวจ pH ดินเป็นระยะ เพื่อป้องกันการสะสมความเป็นด่างมากเกินไป โดยเฉพาะในพืชที่ชอบดินกรด.

🌾🇨🇳 ข้าวหอมมะลิ Hydrogen Fresh บุกตลาดจีน

🌾 ข้าวหอมมะลิ Hydrogen Fresh บุกตลาดจีน

โอกาส

1. ตลาดจีนมีกำลังซื้อสูง

แม้จีนจะเป็นผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก แต่ยังนำเข้าข้าวหอมมะลิจากไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้บริโภคในเมืองใหญ่และชนชั้นกลางที่ต้องการข้าวคุณภาพสูง กลิ่นหอม และความปลอดภัยด้านอาหาร

2. ข้าวหอมมะลิไทยมีภาพลักษณ์ระดับพรีเมียม

ผู้บริโภคจีนให้คุณค่ากับแหล่งกำเนิดสินค้า (Country of Origin) และมองว่าข้าวหอมมะลิไทยเป็นสินค้าคุณภาพสูง มีชื่อเสียงด้านกลิ่นหอมและรสชาติที่โดดเด่น

3. เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพกำลังเติบโต

ผู้บริโภคจีนให้ความสำคัญกับ

  • อาหารปลอดสารเคมี
  • เกษตรยั่งยืน
  • สินค้าลดคาร์บอน
  • การตรวจสอบย้อนกลับแหล่งผลิต

ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด "Hydrogen Fresh Rice" ที่เน้นการผลิตอย่างยั่งยืน

4. สร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง

ตลาดจีนมีข้าวหอมจากหลายประเทศ แต่ยังมีช่องว่างสำหรับ

Hydrogen Fresh Rice

  • Low Carbon Rice
  • Carbon Credit Rice
  • Smart Farm Rice
  • Green Energy Rice

ซึ่งเป็นเรื่องราวใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้


ประโยชน์

👨‍🌾 ต่อเกษตรกร

  • เพิ่มมูลค่าข้าวจากสินค้าเกษตรเป็นสินค้าเกษตรนวัตกรรม
  • ขายได้ราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป
  • มีรายได้เสริมจากคาร์บอนเครดิต
  • ลดต้นทุนปุ๋ยและสารเคมี

🏭 ต่อผู้ส่งออก

  • สร้างแบรนด์ "Hydrogen Fresh Rice"
  • ขยายตลาดพรีเมียมในจีน
  • เข้ากลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร และซูเปอร์มาร์เก็ตระดับสูง
  • เพิ่มโอกาสขายผ่าน E-Commerce ของจีน ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

🇨🇳 ต่อผู้บริโภคจีน

  • ได้ข้าวหอมมะลิแท้จากประเทศไทย
  • มีระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งผลิต
  • สนับสนุนเกษตรสีเขียว
  • สร้างความมั่นใจด้านคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร

🌏 ต่อสิ่งแวดล้อม

  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากนาข้าว
  • ลดการเผาตอซัง
  • ลดการใช้สารเคมี
  • สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero

แนวคิดการตลาด

Hydrogen Fresh Jasmine Rice

"ข้าวหอมมะลิพรีเมียม จากหมู่บ้านคาร์บอนต่ำ ด้วยพลังงานไฮโดรเจน"

จุดขาย 4 ประการ

🌾 ข้าวหอมมะลิแท้จากไทย

💧 เทคโนโลยี Hydrogen Fresh

🌱 Low Carbon Rice

♻️ Carbon Credit Rice

หากพัฒนา "หมู่บ้านข้าว Hydrogen Fresh" ขนาด 100–1,000 ไร่ พร้อมระบบตรวจสอบย้อนกลับ (QR Traceability) และการรับรองคาร์บอนเครดิต จะสามารถยกระดับจากการขาย "ข้าวสาร" ไปสู่การขาย "แบรนด์ข้าวนวัตกรรมสีเขียว" ซึ่งมีศักยภาพสร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดจีนได้สูงกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว 


🇨🇳 ตลาดข้าวหอมมะลิ Hydrogen Fresh ในจีน

หากต้องการนำ ข้าวหอมมะลิ Hydrogen Fresh เข้าสู่ตลาดจีน ควรมุ่งเน้นมณฑลและเมืองที่มีกำลังซื้อสูง นิยมข้าวนำเข้า และให้ความสำคัญกับสินค้าเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

1. มณฑลกวางตุ้ง (Guangdong)

เมืองหลัก

  • Guangdong
  • Guangzhou
  • Shenzhen
จุดเด่น
  •  เป็นตลาดหลักของข้าวหอมมะลิไทยมานาน
  • ผู้บริโภคคุ้นเคยกับข้าวไทย
  • กำลังซื้อสูง
  • มีร้านอาหาร โรงแรม และซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมจำนวนมาก

งานวิจัยพบว่ามากกว่า 80% ของข้าวหอมมะลิไทยที่ส่งออกไปจีนมีความต้องการสูงในจีนตอนใต้ โดยเฉพาะกวางโจวและเซินเจิ้น

ราคาขายปลีก

  • ข้าวหอมมะลิไทยนำเข้า 5 กก.
  • ประมาณ 120–250 หยวน/ถุง
  • หรือประมาณ 600–1,250 บาท/ถุง

2. เซี่ยงไฮ้ และสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี

เมืองหลัก

  • Shanghai
  • Zhejiang
  • Jiaxing

จุดเด่น

  • เป็นศูนย์กลางการนำเข้าอาหารพรีเมียม
  • ผู้บริโภคยอมจ่ายเพื่อสินค้าเกรดสูง
  • เหมาะกับข้าวแบรนด์ Hydrogen Fresh ที่มีเรื่องราวด้าน Carbon Credit และ Smart Farm

เซี่ยงไฮ้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางนำเข้าข้าวหอมมะลิรายสำคัญของจีน และเป็นตลาดของผู้บริโภคระดับกลางถึงบน

ราคาขายปลีก

  • พรีเมียมแบรนด์นำเข้า
  • 25–50 หยวน/กก.
  • หรือประมาณ 125–250 บาท/กก.

3. ปักกิ่ง (Beijing)

เมืองหลัก

  • Beijing

จุดเด่น

  • ตลาดสินค้าพรีเมียม
  • โรงแรมหรู
  • ร้านอาหารนานาชาติ
  • กลุ่มผู้บริหารและชนชั้นกลางระดับสูง

ปักกิ่งเป็นหนึ่งในเมืองที่พึ่งพาการนำเข้าข้าวจากภายนอกจำนวนมาก และมีกลุ่มผู้บริโภคสินค้านำเข้าคุณภาพสูง

ราคาขายปลีก

  • 30–60 หยวน/กก.
  • หรือประมาณ 150–300 บาท/กก.

4. มณฑลเจ้อเจียง (Zhejiang)

เมืองหลัก

  • Hangzhou
  • Jiaxing

จุดเด่น

  • เมืองเทคโนโลยี
  • ผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพ
  • E-Commerce แข็งแกร่ง

เจียซิงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางค้าข้าวสำคัญของจีน และอยู่ใกล้เซี่ยงไฮ้ ทำให้เหมาะกับการกระจายสินค้าในภาคตะวันออกของจีนร


💰ราคาเป้าหมายสำหรับ ข้าวหอมมะลิไทย Hydrogen Fresh🌾

สร้างจุดขายว่า

✅ ข้าวหอมมะลิไทยแท้

✅ Low Carbon Rice

✅ Carbon Credit Rice

✅ Smart Farm Traceability

✅ Hydrogen Fresh Technology

สามารถวางตำแหน่งเป็น Premium Green Rice

ราคา FOB ไทย

  • 45–70 บาท/กก.

ราคาขายส่งในจีน

  • 70–120 บาท/กก.

ราคาขายปลีกในจีน

  • 120–300 บาท/กก.

สำหรับตลาดพรีเมียมในกวางโจว เซินเจิ้น เซี่ยงไฮ้ และปักกิ่ง ผู้บริโภคยอมจ่ายสูงกว่าข้าวทั่วไปหลายเท่า หากมีการรับรองแหล่งกำเนิด ความปลอดภัยอาหาร และเรื่องราวความยั่งยืนที่ชัดเจน

🎯 กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

  1. โรงแรม 4–5 ดาว
  2. ร้านอาหารไทย
  3. ซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียม
  4. กลุ่มผู้รักสุขภาพ
  5. ผู้บริโภครายได้สูงในเมืองใหญ่
  6. ตลาดของขวัญเทศกาลจีน

สโลแกน

"Hydrogen Fresh Jasmine Rice — Thai Premium Rice for a Healthy and Sustainable Future"

🌾💧♻️ ข้าวหอมมะลิไทย พรีเมียม คาร์บอนต่ำ ตรวจสอบย้อนกลับได้ สู่ตลาดผู้บริโภคระดับสูงของจีน

💧ทดสอบคุณภาพน้ำไฮโดรเจน

💧วิเคราะห์น้ำไฮโดรเจน

📅วันที่ 7 มิถุนายน 2569

🕤เวลา 10.35 น.

pH: 9.65
H₂: 1.38 PPM
ORP: -438 mV

🕑เวลา 14.05 น. (ผ่านไป 3 ชั่วโมง)

🥤ในแก้วเปิด

pH: 9.65
H₂: 0.840 PPM
ORP: -288 mV
🫙ในขวดปิดฝาสนิท

pH: 9.65
H₂: 1.227 PPM
ORP: -412 mV

วิเคราะห์การคงตัวของน้ำไฮโดรเจน

📅 วันที่ 7 มิถุนายน 2569

ค่าตั้งต้น เวลา 10:35 น.

ค่า ผลการวัด
pH 9.65
H₂ 1.38 ppm
ORP -438 mV

ถือเป็นน้ำไฮโดรเจนคุณภาพสูง มีปริมาณไฮโดรเจนละลายและค่า ORP อยู่ในระดับดีมาก


หลังผ่านไป 3 ชั่วโมง (14:05 น.)

🥤 เก็บในแก้วเปิด

ค่า ผลการวัด การเปลี่ยนแปลง
pH 9.65 คงเดิม
H₂ 0.840 ppm ลดลง 39.1%
ORP -288 mV ลดความเป็นลบ 150 mV

วิเคราะห์

  • ไฮโดรเจนละลายสูญเสียไปประมาณ 0.54 ppm
  • เหลือไฮโดรเจนประมาณ 60.9%
  • ORP ขยับจาก -438 เป็น -288 mV สอดคล้องกับการสูญเสียก๊าซ H₂
  • pH แทบไม่เปลี่ยนแปลง

แสดงว่า

ไฮโดรเจนละลายในน้ำสามารถระเหยออกสู่บรรยากาศได้ค่อนข้างรวดเร็วเมื่อสัมผัสอากาศ


🫙 เก็บในขวดปิดฝาสนิท

ค่า ผลการวัด การเปลี่ยนแปลง
pH 9.65 คงเดิม
H₂ 1.20 ppm ลดลง 13.0%
ORP -428 mV เปลี่ยนเพียง 10 mV

วิเคราะห์

  • ไฮโดรเจนสูญเสียเพียง 0.18 ppm
  • ยังคงเหลือไฮโดรเจนประมาณ 87.0%
  • ORP แทบไม่เปลี่ยนแปลง
  • pH คงเดิม

  • แสดงว่า ภาชนะปิดสามารถรักษาไฮโดรเจนละลายไว้ได้ดีมากในช่วง 3 ชั่วโมง


เปรียบเทียบผล

รายการ แก้วเปิด ขวดปิด
H₂ คงเหลือ 60.9% 87.0%
H₂ สูญเสีย 39.1% 13.0%
ORP เปลี่ยนแปลง 150 mV 10 mV
pH คงเดิม คงเดิม

ข้อสังเกตทางวิทยาศาสตร์

  1. pH ไม่ใช่ตัวชี้วัดปริมาณไฮโดรเจน

    • แม้ H₂ ลดลงมาก แต่ pH ยังคง 9.65
    • ยืนยันว่าความเป็นด่างและก๊าซไฮโดรเจนเป็นคนละเรื่องกัน
  2. ORP มีความสัมพันธ์กับ H₂

    • เมื่อ H₂ ลดลง ค่า ORP จะลดความเป็นลบลง
    • ข้อมูลชุดนี้แสดงความสัมพันธ์ได้ชัดเจน
  3. ภาชนะมีผลต่อการรักษา H₂

    • การปิดฝาสนิทช่วยรักษาไฮโดรเจนได้ดีกว่าการเปิดสัมผัสอากาศหลายเท่า

สรุปผลการทดลอง

💧 น้ำไฮโดรเจนเริ่มต้นที่ 1.38 ppm

หลัง 3 ชั่วโมง

  • 🥤 แก้วเปิด เหลือ 0.840 ppm (60.9%)
  • 🫙 ขวดปิดฝาสนิท เหลือ 1.20 ppm (87.0%)

ผลการทดลองนี้แสดงให้เห็นว่า

ก๊าซไฮโดรเจนละลายในน้ำมีการสูญเสียเมื่อสัมผัสอากาศ แต่สามารถรักษาระดับความเข้มข้นไว้ได้ดีเมื่อเก็บในภาชนะปิดสนิท ขณะที่ค่า pH แทบไม่เปลี่ยนแปลง และค่า ORP เปลี่ยนแปลงสอดคล้องกับปริมาณไฮโดรเจนที่เหลืออยู่ในน้ำ

✴️ดังนั้น หากต้องการได้รับไฮโดรเจนละลายในปริมาณสูงสุด ควรดื่มทันทีหลังผลิต หรือเก็บในภาชนะที่ปิดสนิทเพื่อลดการสูญเสียก๊าซ H₂.

🛑 ความหมายของ pH, H₂ และ ORP ในน้ำไฮโดรเจน

1. pH คืออะไร?

pH คือค่าที่บอกความเป็นกรด-ด่างของน้ำ

ช่วงค่าทั่วไป

pH ความหมาย
0–6.9 กรด
7.0 เป็นกลาง
7.1–14 ด่าง

ตัวอย่าง

  • น้ำดื่มทั่วไป pH ≈ 6.5–8.5
  • น้ำไฮโดรเจนของคุณ pH = 9.65
  • น้ำสบู่ pH ≈ 9–10

pH บอกความเป็นกรด-ด่าง แต่ไม่ได้บอกปริมาณไฮโดรเจนก๊าซ (H₂)


2. H₂ คืออะไร?

H₂ คือก๊าซไฮโดรเจนโมเลกุลที่ละลายอยู่ในน้ำ

วัดเป็นหน่วย

  • ppm (parts per million) ส่วนต่อล้าน
  • mg/L (มิลลิกรัมต่อลิตร)

ตัวอย่าง

H₂ ระดับ
0 ppm ไม่มีไฮโดรเจน
0.3–0.8 ppm ปานกลาง
0.8–1.5 ppm สูง
>1.5 ppm สูงมาก

น้ำที่ทดสอบ

  • H₂ = 1.38 ppm

ถือว่าอยู่ในระดับสูง


3. ORP คืออะไร?

ORP (Oxidation Reduction Potential)

คือค่าศักย์ออกซิเดชัน-รีดักชันของน้ำ

วัดเป็นหน่วย mV (มิลลิโวลต์)

ORP ความหมาย
+400 mV ออกซิไดซ์สูง
+200 mV น้ำดื่มทั่วไป
0 mV สมดุล
-200 mV รีดักชัน
-400 mV รีดักชันสูง

น้ำที่ทดสอบ -438 mV

แสดงว่ามีสภาวะรีดักชันสูง

โดยทั่วไป เมื่อ H₂ สูง ค่า ORP มักจะติดลบมากขึ้น


เปรียบเทียบง่าย ๆ

pH = ความเป็นกรด-ด่าง

เปรียบเหมือน "รสชาติและสภาพของน้ำ"

H₂ = ปริมาณไฮโดรเจนละลาย

เปรียบเหมือน "สารสำคัญที่ต้องการวัด"

ORP = ศักย์ไฟฟ้าของน้ำ

เปรียบเหมือน "ผลสะท้อนจากการมีหรือไม่มีสารรีดักชัน"


💧สำหรับน้ำไฮโดรเจน

ลำดับความสำคัญในการประเมินคุณภาพมักเป็น

1️⃣ H₂ (สำคัญที่สุด) — บอกปริมาณไฮโดรเจนจริง

2️⃣ ORP — ช่วยยืนยันการมีอยู่ของสารรีดักชันและมักสัมพันธ์กับ H₂

3️⃣ pH — บอกความเป็นกรด-ด่าง แต่ไม่บอกปริมาณ H₂

ดังนั้น ค่าน้ำของคุณ

  • pH = 9.65 → ด่างอ่อนถึงด่างปานกลาง
  • H₂ = 1.38 ppm → ไฮโดรเจนละลายสูง
  • ORP = -438 mV → รีดักชันสูง

✴️ถือว่าเป็นน้ำไฮโดรเจนที่มีคุณสมบัติเด่นด้านปริมาณ H₂ และค่า ORP ในขณะที่ค่า pH คงที่แม้ปริมาณ H₂ จะเปลี่ยนแปลงได้ตามเวลา.

🛑 สารรีดักชัน (Reducing Agent) คือ สารที่สามารถให้อิเล็กตรอน (electron donor) แก่สารอื่นในการเกิดปฏิกิริยาเคมี

เมื่อสารรีดักชันให้อิเล็กตรอนแก่สารอื่น

  • สารที่ได้รับอิเล็กตรอน จะเกิด รีดักชัน (Reduction)
  • สารรีดักชันเอง จะเกิด ออกซิเดชัน (Oxidation)

ตัวอย่างง่าย ๆ

เปรียบเทียบเหมือนการ "บริจาค"

  • ผู้ให้อิเล็กตรอน = สารรีดักชัน
  • ผู้รับอิเล็กตรอน = สารออกซิไดซ์

เช่น

เหล็กเกิดสนิม

Fe → Fe²⁺ + 2e⁻

เหล็กปล่อยอิเล็กตรอนออกมา จึงเป็นสารรีดักชัน


ในธรรมชาติ

สารที่มีคุณสมบัติรีดักชัน เช่น

  • วิตามินซี
  • กลูตาไธโอน
  • กรดยูริก
  • โคเอนไซม์ Q10
  • ก๊าซไฮโดรเจน (H₂)

สารเหล่านี้สามารถเข้าร่วมปฏิกิริยาเคมีโดยเกี่ยวข้องกับการถ่ายโอนอิเล็กตรอนได้


ความสัมพันธ์กับ ORP

ORP (Oxidation Reduction Potential) เป็นตัวบ่งชี้แนวโน้มของสารละลายในการรับหรือให้อิเล็กตรอน

  • ORP เป็นบวกมาก → มีแนวโน้มรับอิเล็กตรอน (ออกซิไดซ์)
  • ORP เป็นลบ → มีแนวโน้มให้อิเล็กตรอน (รีดักชัน)

ดังนั้น น้ำที่มี ORP ติดลบ มักมีสารที่ทำให้เกิดสภาวะรีดักชันอยู่ในน้ำ


💧กรณีน้ำไฮโดรเจน

ก๊าซไฮโดรเจนโมเลกุล (H₂) สามารถมีส่วนทำให้ค่า ORP ของน้ำลดลง (ติดลบมากขึ้น)

เมื่อปริมาณ H₂ ในน้ำลดลงจากการระเหย ค่า ORP มักจะขยับกลับไปทางศูนย์หรือเป็นบวกมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับผลการวัดที่คุณรายงานก่อนหน้านี้


สรุปสั้น ๆ:

สารรีดักชัน คือสารที่สามารถให้อิเล็กตรอนแก่สารอื่นได้ ทำให้สารอื่นเกิดรีดักชัน และมักทำให้ค่า ORP มีแนวโน้มเป็นลบมากขึ้น.


💦ประโยชน์ของสารรีดักชัน

สารรีดักชันมีบทบาทสำคัญทั้งในสิ่งมีชีวิต อุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการถ่ายโอนอิเล็กตรอน ซึ่งเป็นพื้นฐานของปฏิกิริยาเคมีจำนวนมาก

1. ในร่างกายมนุษย์

ร่างกายใช้ปฏิกิริยารีดอกซ์ (Oxidation-Reduction) ตลอดเวลา เช่น

  • การสร้างพลังงานในเซลล์
  • การซ่อมแซมเซลล์
  • การทำงานของเอนไซม์ต่าง ๆ
  • การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

สารรีดักชันตามธรรมชาติในร่างกาย เช่น

  • วิตามินซี
  • กลูตาไธโอน
  • โคเอนไซม์ Q10

ช่วยรักษาสมดุลของปฏิกิริยารีดอกซ์ภายในเซลล์


2. ด้านการป้องกันการออกซิเดชัน

การออกซิเดชันมากเกินไปอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อ

  • ไขมันในเซลล์
  • โปรตีน
  • DNA

สารรีดักชันหลายชนิดสามารถช่วยลดหรือชะลอปฏิกิริยาออกซิเดชันบางส่วนได้ จึงมีบทบาทในการรักษาสมดุลทางชีวเคมีของร่างกาย


3. ในพืชและการเกษตร

สารรีดักชันมีส่วนเกี่ยวข้องกับ

  • กระบวนการสังเคราะห์แสง
  • การหายใจของพืช
  • การสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อพืช

4. ในอุตสาหกรรม

ใช้ในการ

  • ผลิตโลหะจากแร่
  • ป้องกันสนิม
  • บำบัดน้ำเสีย
  • ผลิตสารเคมีและยา

ตัวอย่างเช่น การถลุงเหล็กอาศัยสารรีดักชันเพื่อดึงออกซิเจนออกจากแร่เหล็ก


กรณีน้ำไฮโดรเจน

ก๊าซไฮโดรเจน (H₂) เป็นสารที่มีคุณสมบัติรีดักชัน

งานวิจัยจำนวนหนึ่งศึกษาบทบาทของไฮโดรเจนโมเลกุลในด้านการสนับสนุนสมดุลรีดอกซ์ของเซลล์และการลดภาวะออกซิเดชันบางประเภท อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ทางสุขภาพยังอยู่ในระหว่างการศึกษาต่อเนื่อง และยังไม่ถือเป็นการรักษาโรคโดยตรง


สรุป

ประโยชน์หลักของสารรีดักชัน คือ

✅ เกี่ยวข้องกับการสร้างพลังงานในเซลล์
✅ ช่วยรักษาสมดุลของปฏิกิริยารีดอกซ์ในร่างกาย
✅ มีบทบาทในการป้องกันหรือชะลอการออกซิเดชันบางส่วน
✅ สำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช
✅ ใช้ในกระบวนการอุตสาหกรรมและการบำบัดสิ่งแวดล้อม

กล่าวโดยย่อ

สารรีดักชันเป็น "ผู้ให้อิเล็กตรอน" ที่ช่วยขับเคลื่อนปฏิกิริยาเคมีจำนวนมาก ซึ่งเป็นพื้นฐานของการสร้างพลังงาน การซ่อมแซม และการรักษาสมดุลในระบบต่าง ๆ ของธรรมชาติและสิ่งมีชีวิต.




วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569

💧ใช้แก๊ส HHO ร่วมในขั้นตอนเติมไฮโดรเจนหลังไพโรไลซิส เผาใบอ้อยเป็นน้ำมันดิบชีวภาพ (Bio-oil)

💧ใช้แก๊ส HHO ร่วมในขั้นตอนเติมไฮโดรเจนหลังไพโรไลซิส (Upgrading / Hydrotreating)
  • หลักการ: น้ำมันชีวภาพ (Bio-oil) ที่ได้จากใบอ้อยในตอนแรกจะมีออกซิเจนสูง คุณภาพต่ำ
  • การทำหน้าที่ของ HHO: ในบางงานวิจัย จะมีการแยกองค์ประกอบไฮโดรเจนจาก HHO เพื่อนำเข้าไปทำปฏิกิริยา Hydrodeoxygenation (HDO) ร่วมกับตัวเร่งปฏิกิริยา เพื่อดึงเอาออกซิเจนออกจากน้ำมันชีวภาพ ทำให้ได้น้ำมันที่มีความบริสุทธิ์และมีค่าความร้อน (Heating Value) ที่สูงขึ้นใกล้เคียงปิโตรเลียมมากขึ้น
เทคโนโลยีแปรรูปเป็น น้ำมันชีวภาพ (Bio-oil) ได้ ด้วยกระบวนการทางเคมี เช่น การเปลี่ยนสภาพด้วยความร้อน (Pyrolysis) โดยใบอ้อยประมาณ 4 กิโลกรัม สามารถผลิตน้ำมันชีวภาพได้ 1 ลิตร 

รายละเอียดของนวัตกรรมนี้มีดังนี้:
  • กระบวนการผลิต: ใช้เทคโนโลยีไพโรไลซิส (Pyrolysis) เผาใบอ้อยในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจน ใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที เพื่อเปลี่ยนสถานะให้กลายเป็นของเหลว 
  • ผลลัพธ์ที่ได้: น้ำมันชีวภาพที่ได้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันเตา สามารถนำไปใช้เป็นพลังงานทดแทนในภาคอุตสาหกรรม และสามารถนำไปกลั่นต่อยอดเป็นเชื้อเพลิงอื่นๆ ได้ 
  • ประโยชน์: ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ลดการเผาทำลายซึ่งเป็นสาเหตุหลักของปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5

🛢️การกลั่นน้ำมันชีวภาพ (Bio-oil)
  • กระบวนการผลิต: ใช้เทคโนโลยีไพโรไลซิส (Pyrolysis) เผาใบอ้อยในสภาวะที่ไม่มีออกซิเจน ใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที เพื่อเปลี่ยนสถานะให้กลายเป
  • ผลลัพธ์ที่ได้: น้ำมันชีวภาพที่ได้มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันเตา สามารถนำไปใช้เป็นพลังงานทดแทนในภาคอุตสาหกรรม และสามารถนำไปกลั่นต่อยอดเป็นเชื้อเพลิงอื่นๆ ได้
การกลั่นน้ำมันชีวภาพ (Bio-oil) แตกต่างจากการกลั่นน้ำมันดิบปิโตรเลียมอย่างมาก เนื่องจากน้ำมันชีวภาพดิบมีน้ำและออกซิเจนปนอยู่สูง (ราวๆ 20-30%) หากนำไปต้มกลั่นตรงๆ จะเกิดการแยกตัวและกลายเป็นยางเหนียว (Char) จึงจำเป็นต้องผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพด้วยไฮโดรเจน (Hydrotreating) หรือใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาเคมีก่อน
เมื่อผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพและนำไปกลั่นแยกสัดส่วน (Fractional Distillation) แล้ว จะได้สัดส่วนของ น้ำมันเบนซิน (Gasoline) และ น้ำมันดีเซล (Diesel) แตกต่างกันไปตามเทคโนโลยีและวัตถุดิบ โดยเฉลี่ยภาพรวมของผลงานวิจัยระดับสากล มีสัดส่วนดังนี้
  • น้ำมันดีเซลชีวภาพ (Green Diesel): คิดเป็นประมาณ 45% - 66% ของสัดส่วนน้ำมันที่กลั่นได้
  • น้ำมันเบนซินชีวภาพ (Green Gasoline): คิดเป็นประมาณ 15% - 21% ของสัดส่วนน้ำมันที่กลั่นได้
  • ส่วนที่เหลือ: เป็นน้ำมันก๊าดชีวภาพ เครื่องบิน (Jet Fuel / Kerosene) ประมาณ 15% - 28% และกากน้ำมันหนักเหนียว 
🌿 ปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปสำเร็จหลังการกลั่นแยกส่วนใบอ้อย 10 ตัน จะได้น้ำมันชีวภาพดิบ (Bio-oil) ประมาณ 2,500 ลิตรปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปสำเร็จหลังการกลั่นแยกส่วน

เมื่อนำน้ำมันดิบ 2,500 ลิตร ไปดึงออกซิเจนออกและกลั่นแยกสัดส่วน  จะได้น้ำมันแต่ละชนิดในปริมาณประมาณการได้ดังนี้:
  • น้ำมันดีเซลชีวภาพ (Green Diesel): ประมาณ 1,125 ถึง 1,650 ลิตร (เน้นได้ปริมาณมากที่สุดเนื่องจากโครงสร้างโมเลกุลพืชเอื้อต่อดีเซล)
  • น้ำมันเบนซินชีวภาพ (Green Gasoline): ประมาณ 375 ถึง 525 ลิตร
  • อื่นๆ (น้ำมันก๊าด / น้ำมันเครื่องบินชีวภาพ / กากหนัก): ประมาณ 375 ถึง 700 ลิตร
💰คำนวณรายได้

ใบอ้อยสด 1,500 กิโลกรัม → ตากแห้งเหลือ 1,000 กิโลกรัม → อัดได้ใบอ้อยก้อน 1 ตัน 

ใบอ้อยก้อนน้ำหนัก 1 ตัน (1,000 กิโลกรัม) ที่ความชื้นมาตรฐานโรงงาน (ไม่เกิน 15-20%) ราคา 900 บาท

นำใบอ้อยก้อนไปผลิตน้ำมันชีวภาพ

🔹ใบอ้อยกัอน 10 ตัน เป็นเงิน 9,000 บาท

🔹กลั่นน้ำมันชีวภาพได้ 2,500 ลิตร ราคา ลิตรละ 30 บาท เป็นเงิน 2,500 × 30 บาท = 75,000 บาท

🔹ค่าคาร์บอนเครดิต: ชาวไร่จะมีโอกาสได้เงินเพิ่มประมาณ180 ถึง 1,400 บาทต่อไร่ต่อปี (เป็นรายได้บริสุทธิ์เพิ่มเติมจากค่าต้นอ้อยและค่าใบอ้อยก้อน)