วันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2566

💧ดื่มน้ำไฮโดรเจน ปกป้อง "ไมโตคอนเตรีย" งานวิจัยเพื่อมนุษยชาติ

💦 ดื่มน้ำไฮโดรเจน ปกป้อง "ไมโตคอนเดรีย" งานวิจัยเพื่อมนุษยชาติ

💧เครื่องผลิตน้ำไฮโดรเจน V3 (Voravit version 3): 

 ☑ ความเข้มข้นไฮโดรเจน 822 PPB
 ☑ ค่าต้านอนุมูลอิสระ ORP -385 mV
 ☑ ด่าง pH 9.5

💦 ไมโทคอนเดรีย (Mitochondrion) คือ แหล่งสร้างพลังงานของเซลล์ พบโดย คอลลิคเกอร์ (Kollicker)

 💧 รูปร่างลักษณะ ส่วนใหญ่มีรูปร่างกลม ท่อนสั้น ท่อนยาว หรือกลมรีคล้ายรูปไข่
มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.2 – 1 ไมครอน ยาว 5 – 7 ไมครอน ประกอบด้วยสารพวกโปรตีนและไขมัน

  ไมโตคอนเดรียคือออร์แกเนลล์ที่อยู่ในไซโตพลาสซึมที่มีเยื่อหุ้ม 2 ชั้น ชั้นนอกผิวเรียบ ส่วนชั้นในพับเข้าไปด้านใน เรียกว่า คริสตี (cristae) ภายในไมโตคอนเดรียมีของเหลวซึ่งประกอบด้วยสารหลายชนิด เรียกว่า เมทริกซ์ (matrix)ในมนุษย์มีไมโทคอนเดรียมากที่สุดที่กล้ามเนื้อหัวใจ จำนวนของไมโตคอนเดรียในเซลล์แต่ละชนิดจะมีจำนวนไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับชนิดและกิจกรรมของเซลล์ เซลล์ที่มีเมแทบอลิซึมสูงจะมีไมโตคอนเดรียมาก เช่น เซลล์ตับ ไต กล้ามเนื้อหัวใจและเซลล์ต่อมต่าง ๆ
💧หน้าที่ของไมโตคอนเดรีย 

1. ทำหน้าที่เสมือนโรงงานแปรรูปอาหารหรือเรียกว่ากระบวนการเผาผลาญ อาหารเพื่อให้ได้รหัสพันธุกรรม (DNA)

       ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอและสร้างเซลล์ใหม่แทนเซลล์ที่ตายไป

2. เป็นแหล่งกำเนิดพลังงาน ATP ทำให้คนเราสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้สร้างสารให้พลังงานสูง คือ ATP (Adenosine triphosphate) คือ โมเลกุลสารพลังงานสูงที่ให้พลังงานแก่ร่างกายเรา โดยแยกเป็น 2 ส่วน คือ
         - เยื่อหุ้มด้านนอก ทำหน้าที่เกี่ยวข้อง กับการสร้างสารประกอบ ฟอสโฟลิปิด
         - เยื่อหุ้มด้านใน มีเอนไซม์เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์ ATP

3. เป็นแหล่งผลิตเอนไซม์นับพันๆ ชนิด เพื่อใช้ในกระบวนการเผาผลาญอาหารของเซลล์ทุกเซลล์ทั่วร่างกาย

 ภายในเมทริกซ์มีของเหลว ที่ทำหน้าที่เป็นเอนไซม์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาเคมีต่างๆ ในวัฏจักรเครปส์ (Krebs cycle) มี DNA (Deoxyribonucleic acid) RNA (Ribonucleic acid) เอนไซม์ และไรโบโซม อยู่ภายในออร์แกเนลล์ ทำหน้าที่สังเคราะห์โปรตีนขึ้น ภายในออร์แกเนลล์

  💧แต่ละเซลล์ ในร่างกายทั้ง 35 ล้านล้านเซล จะมีไมโตคอนเดรีย เซลล์ ละ 1,000-2,500 ตัว

    เชลล์หัวใจเป็นอวัยวะที่มีไมโตคอนเดรียมากที่สุด ประมาณ 2,000 ตัว ดังนั้นในร่างกายของคนเราจึงมีไมโตคอนเดรียนับ ล้าน ล้าน ล้าน ล้าน ไมโตคอนเดรีย ไมโตคอนเดรียมีขนาดเล็กมาก ประมาณ 1 ไมคอน (1 ไมครอน มีค่าเท่ากับ 1 ในพันของ 1 มิลลิเมตร หรือ 0.001 มิลลิเมตร) ดังนั้นอาหารที่สามารถเข้าสู่ไมโตคอนเดรียได้ต้องเล็กกว่า 1 ไมคอน เพราะต้องผ่านเยื่อบุผนังชั้นต่าง ๆ ซึ่งไมโตคอนเดรียเปรียบเสมือนโรงงานแปรรูปอาหารที่อยู่ในเซลล์ในร่างกายของคนเรา มีหน้าที่ผลิตเอนไซม์นับพัน ๆ ชนิด เอนไซม์เหล่านี้จะไปย่อยอาหารที่เรารับประทานเข้าไป เพื่อให้ได้พลังงาน

 นอกจากนี้ก็จะสังเคราะห์อาหารให้ได้รหัสพันธุกรรมใหม่ เพื่อซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอและสร้างเซลล์ใหม่แทนเซลล์ที่ตายไป ซึ่งเซลล์ของคนเราจะตายและเกิดใหม่ทุกๆ 7 วัน เมื่อเซลล์ใดตายไปและเซลล์ใหม่เกิดขึ้นไม่เท่าเทียมกันอวัยวะนั้น ๆ ก็จะค่อย ๆ เสื่อม หรือฝ่อไป แต่ถ้าหากเซลล์ใดมีการสร้างเซลล์ใหม่แต่มีรหัสพันธุกรรมเพี้ยนไปจากเซลล์เดิมก็จะเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง หรือภูมิต้านทานบกพร่อง เช่นกลุ่มเอสแอลอี 

 ปัจจุบันนี้จะเห็นได้ว่าทุกคนก็ทานอาหารหลัก 5 หมู่แต่ก็ยังป่วยอยู่ สาเหตุมาจากไมโตคอนเดรียเสื่อม จึงไม่สามารถสร้างเอนไซม์ ต่าง ๆ มากมายเป็นพัน ๆ ชนิดภายในเซลล์ของเรา มาย่อยอาหารหลัก 5 หมู่ที่เรา รับประทานเข้าไป เพื่อไปสังเคราะห์อาหารให้ได้รหัสพันธุกรรมใหม่ ซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ และสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์เก่าที่ตายไป 

 💧 ดังนั้นการที่ไมโตคอนเดรียในเซลล์ของคนเราเมื่อขาดอาหารบ่อย ๆ ก็จะทำให้เชลล์ต่าง ๆ ขาดสารอาหาร และเซลล์จะเสื่อม ถึงแม้ว่าคนเราจะรับประทานอาหารหลัก 5 หมู่ ทุกมื้อทุกวัน แต่คนเราก็ยังป่วยอยู่ 

 💧 ดังนั้นการดื่มน้ำไฮโดรเจน จึงเป็นคำตอบที่ทำให้ร่างกายคนเราสามารถใช้อาหารเพื่อให้ได้พลังงาน ซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอจากอนุมูลอิสระ และสร้างเซลล์ใหม่ 

 🇭 นวัตกรรมน้ำดื่มไฮโดรเจน เป็นน้ำโมเลกุลเล็กและมีค่าสารต้านอนุมูลอิสระสูง สามารถนำพาสารอาหารและวิตามิน เข้าสู่ร่างกายระดับเซลล์ และนำพาสารพิษ หรือสารตกค้างออกมาได้อย่างหมดจด ตามหลักการ "เมื่อเซลล์สะอาดภูมิคุ้มกันจะแข็งแรง ร่างกายของเราก็จะมีกลไกในรักษาตัวเองอย่างอัตโนมัติ" และปกป้องไมโทคอนเดรีย ได้เป็นอย่างดี

  ตามสมมติฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า ในภาวะของการขาดแคลนสารอาหารของไมโทคอนเดรียนั้น จะนำไปสู่การขาดแคลนพลังงาน และการด้อยประสิทธิภาพในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอตามมาอย่างไม่รู้จบ

 🇭 ไมโทคอนเดรียของเราสามารถผลิตเอนไซม์นับร้อยชนิดได้ เพื่อใช้ในกระบวนการสันดาป หากได้รับอาหารเพียงพอ เราไม่สามารถจะนำเอาเอนไซม์จากสิ่งมีชีวิตอื่น ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ มาทดแทนการทำงานของเอนไซม์นานาชนิดในร่างกายของเราได้ด้วยข้อจำกัดทางกระบวนการทางชีวเคมีว่าด้วยกฎ “แม่กุญแจกับลูกกุญแจ” ( Lock and Key Model ) หากเราต้องการจะพลิกฟื้นการทำงานของไมโทคอนเดรียอีกครั้ง เราสามารถกระทำได้โดยส่งสารอาหารผ่านน้ำดื่มไฮโดรเจน ผ่านเยื่อเลือด ผ่านทั้งนอกและในของไมโทรคอนเดรียให้ได้ หากเราสามารถส่งสารอาหารได้ทันการและเพียงพอต่อความต้องการของไมโทคอนเดรียที่ยังมีชีวิตอยู่แล้วนั้น กระบวนการสันดาป สารอาหาร และกระบวนการซ่อมแซมเซลล์ก็จะเกิดขึ้นได้อีกครั้ง

 🇭 อย่าปฏิเสธในสิ่งที่เราไม่รู้ เพราะมันอาจเป็นสิ่งที่เรารอมาตลอดชีวิต

ดูเพิ่มเติม:

💦ก๊าซไฮโดรเจน เชื้อเพลิงจรวดในเส้นเลือดนักกีฬา
http://hydrogenforlife.blogspot.com/2023/06/blog-post_16.html

💦ไฮโดรเจนเพื่อชีวิต Hydrogen for Life โดย "ดร.ไฮโดรเจน" http://hydrogenforlife.blogspot.com/

วันพุธที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2566

Enzyme


Enzyme 1 หยด = 0.05 มล.
Water 5 ลิตร = 5,000 มล.
:= Enzyme 1 : 100,000 เท่า

แต่เวลาใช้จริง ขยายได้ถึง 
20 , 40, 80... ล้านเท่า 

วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2566

♦️ค่าต้านอนุมูลอิสระ (ORP-) สัมพันธ์กับความเข้มข้นของไฮโดรเจน (PPM, PPB)

ค่าต้านอนุมูลอิสระ (ORP-) สัมพันธ์กับความเข้มข้นของไฮโดรเจน (PPM, PPB)

น้ำดื่มทั่วไป
- ค่าด่าง PH 7.46
- **ค่าอนุมูลอิสระ ORP +201 mV
- ค่าความเข้มข้นไฮโดรเจน 0.000 PPM
เติมไฮโดรเจน รุ่น V3 ในน้ำ 20 ลิตร ใช้เวลา 20 นาที
- ค่าด่าง PH 8.27
- **ค่าต้านอนุมูลอิสระ ORP -568 mV
- ค่าความเข้มข้นไฮโดรเจน 1.134 PPM
หมายเหตุ: 
**ประจุบวก(ORP +) หมายถึง การเกิดอนุมูลอิสระ-Oxidant ที่ส่งผลร้ายต่อร่างกาย ยิ่งผลบวกมากเท่าไหร่ก็ยิ่งผลร้ายในการก่อโรคต่างๆต่อร่างกายมาก

**ประจุลบ(ORP -) หมายถึง การเกิดสารต้านอนุมูลอิสระ-Antioxidant ที่ส่งผลดีต่อร่างกาย ยิ่งผลลบน้อยมากเท่าไรก็ยิ่งผลดีต่อการรักษาโรคภัยต่างมากขึ้น

หน่วยการวัดค่า อนุมูลอิสระ และ ต้านอนุมูลอิสระ คือ ORP-Oxidation Reduction Potential หรือ Redox

หน่วยการวัดค่า ความเข้มข้นของไฮโดรเจน คือ 

1. PPM-Part Per Million คือ หน่วยใน 1 ล้าน เช่น 1.000 PPM หมายถึง ในน้ำ 1 ลิตร (1,000,000 มิลลิกรัม) มีความเข้มข้นของไฮโดรเจน 1.000 มิลลิกรัม 

2. PPB-Part Per Billion คือ หน่วยใน 1,000 ล้าน เช่น 1,000 PPB หมายถึง ในน้ำ 1 ลิตร (1,000 ล้าน นาโนกรัม) มีความเข้มข้นของไฮโดรเจน 1,000 นาโนกรัม

      ***เพราะฉะนั้น 1 PPM=1,000 PPB

***ความสัมพันธ์ระหว่าง ppm มิลลิกรัม/ลิตร (mg/litre) และ ppb นาโนกรัม/ลิตร (µg/litre)
  
  ความเข้มข้นของไฮโดรเจนในน้ำในหน่วยมวลของไฮโดรเจน มิลลิกรัม ต่อปริมาตรน้ำ 1 ลิตร (1,000,000 มิลลิกรัม) ความเข้มข้นในน้ำยังสามารถแสดงเป็นส่วนต่อ ล้าน (ppm) หรือส่วนต่อพันล้าน (ppb) นาโนกรัม ต่อปริมาตรน้ำ 1 ลิตร (1,000,000,000 นาโนกรัม) ส่วนในพันล้านส่วน และที่ใช้ความสัมพันธ์นี้:

**ประจุบวก(ORP +) หมายถึง การเกิดอนุมูลอิสระ-Oxidant ที่ส่งผลร้ายต่อร่างกาย ยิ่งผลบวกมากเท่าไหร่ก็ยิ่งผลร้ายในการก่อโรคต่างๆต่อร่างกายมาก

**ประจุลบ(ORP -) หมายถึง การเกิดสารต้านอนุมูลอิสระ-Antioxidant ที่ส่งผลดีต่อร่างกาย ยิ่งผลลบน้อยมากเท่าไรก็ยิ่งผลดีต่อการรักษาโรคภัยต่างมากขึ้น

• หน่วยการวัดค่า อนุมูลอิสระ และ ต้านอนุมูลอิสระ คือ ORP-Oxidation Reduction Potential หรือ Redox

***ความสัมพันธ์ระหว่าง ppm และ มก./ลิตร (mg/l)

1 liters = 1,000,000 micrograms(µg)
1 liters = 1,000,000,000 nanograms (mg)

ความเข้มข้นของสารเคมีในน้ำในหน่วยมวลของสารเคมี  มิลลิกรัม ต่อปริมาตรน้ำ (ลิตร.) ความเข้มข้นในน้ำยังสามารถแสดงเป็นส่วนต่อ ล้าน (ppm) หรือส่วนต่อพันล้าน (ppb) 

ส่วนในล้านส่วน และส่วนในพันล้านส่วนอาจถูกแปลงจากหนึ่งเป็น อื่น ๆ ที่ใช้ความสัมพันธ์นี้:

สำหรับน้ำ 1 ลิตร มีน้ำหนักประมาณ 1 Kg

ดังนั้น:

  1 ppm =  1 มคก./ลิตร (µg/l) = 1 ไมโครกรัม/กิโลกรัมของสารปนเปื้อนในน้ำ

  1 ppb = 1 นก./ลิตร (ng/l) = 1 นาโนกรัม/กิโลกรัม 

**ประจุลบ (ORP -) มีผลสัมพันธ์กับ ความเข้มข้นของไฮโดรเจน (PPM, PPB) กล่าวคือ ยิ่งค่าลบน้อยเท่าไหร่ ความเข้มข้นของไฮโดรเจนยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

ค่าความเข้มข้นของไฮโดรเจนที่ผสมในน้ำในระบบฟองนาโน Hydrogen Nano Bubble Infused Water จะมีค่าที่เหมาะสมก่อนบรรจุอยู่ที่ 0.600-1.200 PPM (600-1,200 PPB) หรือ ORP -250 mV ถึง -600 mV

คำเตือน: น้ำดื่มตระกูล ไฮโดรเจน ไฮโดรออกซิเจน ไฮดร๊อกซี ไฮโดรออกซี ออกซีไฮโดรเจน อัลคาไลน์ไฮโดรเจน ฯลฯ ผู้ผลิตที่มีความผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์และมีความจริงใจต่อผู้บริโภคต้องระบุที่สลาก 
1. ค่า pH
2. ค่า ORP และค่า PPM หรือ PPB ก่อนบรรจุขวด

วันจันทร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

💦เคสผู้ป่วยที่บำบัดด้วยน้ำดื่มไฮโดรเจน


เคสผู้ป่วยที่บำบัดด้วยน้ำดื่มไฮโดรเจน

https://linevoom.line.me/post/1171591745156631647

น้ำดื่ม H5O
https://m.facebook.com/H5OLuckyWater/

น้ำดื่ม เพาเวอร์ วัน
https://m.facebook.com/ByBeeVachira/

วันพุธที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2566

💦 ประสบการณ์วิจัยน้ำไฮโดรเจน 10 ปี พบว่าน้ำไฮโดรเจนมีผลดีต่อโรคเกาต์

💦 การบรรเทาจากโรคเกาต์โดยดื่มน้ำไฮโดรเจน
⦿ ภาพรวม

 โรคเกาต์เป็นโรคข้ออักเสบรูปแบบหนึ่งที่ซับซ้อนและพบได้บ่อย ลักษณะคืออาการปวด บวม แดง และกดเจ็บที่ข้อต่อข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้ออย่างกะทันหัน โดยส่วนใหญ่มักจะเกิดที่นิ้วหัวแม่เท้า

 การโจมตีของโรคเกาต์อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โดยมักทำให้คุณตื่นขึ้นกลางดึกด้วยความรู้สึกที่นิ้วหัวแม่เท้าถูกไฟไหม้ ข้อต่อที่ได้รับผลกระทบจะร้อน บวม และอ่อนโยนมาก อาการของโรคเก๊าท์อาจเกิดขึ้นเป็นๆ หายๆ แต่มีวิธีจัดการกับอาการและป้องกันการลุกลามได้
⦿ อาการ

 อาการและอาการแสดงของโรคเก๊าท์มักเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและมักเกิดขึ้นตอนกลางคืน พวกเขารวมถึง:

 ปวดข้อรุนแรง โรคเกาต์มักเกิดกับนิ้วหัวแม่เท้า แต่สามารถเกิดกับข้อต่อใดก็ได้ ข้อต่ออื่นๆ ที่พบบ่อย ได้แก่ ข้อเท้า หัวเข่า ข้อศอก ข้อมือ และนิ้วมือ อาการปวดจะรุนแรงที่สุดภายใน 4-12 ชั่วโมงแรกหลังจากเริ่มปวด

 ความรู้สึกไม่สบายเอ้อระเหย หลังจากความเจ็บปวดที่รุนแรงที่สุดบรรเทาลง ความรู้สึกไม่สบายของข้อต่อบางอย่างอาจคงอยู่ได้ตั้งแต่สองสามวันไปจนถึงสองสามสัปดาห์ การโจมตีในภายหลังมีแนวโน้มที่จะนานขึ้นและส่งผลต่อข้อต่อมากขึ้น

 การอักเสบและรอยแดง ข้อต่อหรือข้อต่อที่ได้รับผลกระทบจะบวม นุ่ม อุ่นและแดง

 ช่วงการเคลื่อนไหวที่ จำกัด ในขณะที่โรคเกาต์ดำเนินไป คุณอาจไม่สามารถขยับข้อต่อได้ตามปกติ

⦿ สาเหตุ

 โรคเกาต์เกิดขึ้นเมื่อผลึกเกลือยูเรตสะสมอยู่ในข้อต่อของคุณ ทำให้เกิดการอักเสบและความเจ็บปวดอย่างรุนแรงจากการโจมตีของโรคเกาต์ ผลึกยูเรตสามารถก่อตัวขึ้นได้เมื่อคุณมีระดับกรดยูริกในเลือดสูง ร่างกายของคุณผลิตกรดยูริกเมื่อมันสลายพิวรีน ซึ่งเป็นสารที่พบได้ตามธรรมชาติในร่างกายของคุณ

 พิวรีนยังพบได้ในอาหารบางชนิด รวมทั้งเนื้อแดงและเครื่องใน เช่น ตับ อาหารทะเลที่อุดมด้วยพิวรีน ได้แก่ ปลาแองโชวี่ ปลาซาร์ดีน หอยแมลงภู่ หอยเชลล์ ปลาเทราต์ และปลาทูน่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลจากผลไม้ให้ความหวาน ส่งเสริมระดับกรดยูริกให้สูงขึ้น

 โดยปกติกรดยูริกจะละลายในเลือดและผ่านไตไปสู่ปัสสาวะ แต่บางครั้งร่างกายของคุณอาจสร้างกรดยูริกมากเกินไปหรือไตของคุณขับกรดยูริกออกมาน้อยเกินไป เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น กรดยูริกสามารถก่อตัวขึ้น ก่อตัวเป็นผลึกยูเรตที่แหลมคมคล้ายเข็มในข้อต่อหรือเนื้อเยื่อรอบๆ ซึ่งทำให้เกิดอาการปวด อักเสบ และบวมได้

 โดยปกติกรดยูริกจะละลายในเลือดและผ่านไตไปสู่ปัสสาวะ แต่บางครั้งร่างกายของคุณอาจสร้างกรดยูริกมากเกินไปหรือไตของคุณขับกรดยูริกออกมาน้อยเกินไป เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น กรดยูริกสามารถก่อตัวขึ้น ก่อตัวเป็นผลึกยูเรตที่แหลมคมคล้ายเข็มในข้อต่อหรือเนื้อเยื่อรอบๆ ซึ่งทำให้เกิดอาการปวด อักเสบ และบวมได้

 ⦿ ภาวะแทรกซ้อน

 ผู้ที่เป็นโรคเกาต์สามารถมีอาการที่รุนแรงขึ้นได้ เช่น
 
  ◈ โรคเกาต์กำเริบ:  บางคนอาจไม่เคยมีอาการและอาการแสดงของโรคเกาต์อีกเลย บางคนอาจเป็นโรคเกาต์หลายครั้งในแต่ละปี ยาอาจช่วยป้องกันการโจมตีของโรคเกาต์ในผู้ที่เป็นโรคเกาต์ซ้ำ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา โรคเกาต์อาจทำให้เกิดการสึกกร่อนและทำลายข้อต่อได้

  ◈ โรคเกาต์ขั้นสูง:  โรคเกาต์ที่ไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เกิดการสะสมของผลึกยูเรตใต้ผิวหนังเป็นก้อนที่เรียกว่าโทฟี (TOE-fie) Tophi สามารถพัฒนาได้หลายบริเวณ เช่น นิ้ว มือ เท้า ข้อศอก หรือเอ็นร้อยหวายตามหลังข้อเท้า Tophi มักไม่เจ็บปวด แต่อาจบวมและอ่อนโยนได้ในระหว่างที่โรคเกาต์กำเริบ

  ◈ นิ่วในไต;  ผลึกยูเรตอาจสะสมในทางเดินปัสสาวะของผู้ที่เป็นโรคเกาต์ ทำให้เกิดนิ่วในไต ยาสามารถช่วยลดความเสี่ยงของนิ่วในไต
⦿ ผลของน้ำไฮโดรเจนต่อโรคเกาต์

 โรคข้ออักเสบและโรคเกาต์หลายรูปแบบเป็นผลมาจากการสะสมกรดในข้อต่อ คนน้ำหนักมากจะเพิ่มแรงกดที่ข้อต่อ ทำให้สึกหรอเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม คนหนุ่มสาวดูเหมือนจะสบายดีแม้ว่าเขาจะมีน้ำหนักมากก็ตาม เป็นกรดสะสมที่ทำลายกระดูกอ่อนและทำให้ข้อต่อระคายเคือง น่าเสียดายที่ข้อต่อเป็นที่ที่เลือดไม่สามารถขับของเสียออกมาได้ง่าย

 โรคเก๊าท์ คือ กรดยูริกสะสมในข้อ จากข้อมูลของ Webster โรคเกาต์เป็นโรคที่เกิดจากการรบกวนของเมแทบอลิซึม โดยมีกรดยูริกในเลือดมากเกินไปและมีเกลือของกรดยูริกสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อรอบๆ ข้อ โดยเฉพาะที่เท้าและมือ ทำให้เกิดอาการบวมและรุนแรง ปวดโดยเฉพาะที่นิ้วหัวแม่เท้า

 ในทางการแพทย์ในปัจจุบัน ไม่มีวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพสำหรับโรคความเสื่อมประเภทนี้ เพราะมันเจ็บปวด คนเรากินยาแก้ปวดโดยสัญชาตญาณ อย่างไรก็ตามประเภทแอสไพรินมีสภาพเป็นกรดและสามารถทำให้ข้อต่อระคายเคืองได้

 ยิ่งเรายอมรับความจริงได้เร็วว่าโรคเหล่านี้เป็นผลมาจากของเสียที่เป็นกรดมากเกินไป เราก็จะหาทางแก้ปัญหาเหล่านี้ได้เร็ว ด้วยน้ำไฮโดรเจน ซึ่งเป็นด่าง (อัลคาไลน์) สามารถละลายกรดยูริกได้มากขึ้น

  เนื่องจากกรดยูริกเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดที่ผู้ป่วยโรคเกาต์ต้องเผชิญ ดังนั้นการควบคุมการผลิตสารนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมอาการ หนึ่งในเทคนิคที่กำลังใช้อยู่ในขณะนี้คือการเปลี่ยนระดับด่าง (pH) ของร่างกายเพื่อควบคุมการผลิตกรดยูริก

 ค่า pH หมายถึงพลังของไฮโดรเจนและหมายถึงระดับความเป็นกรดในร่างกาย นั่นคือเมื่อระดับ pH ของร่างกายสูงขึ้น ค่า pH ในร่างกายจะเพิ่มขึ้น ค่า pH ที่ลดลงจะทำให้ร่างกายมีสภาพเป็นกรดมากขึ้น

 ดังนั้น การเพิ่มระดับค่า pH ในร่างกาย เท่ากับปฏิบัติการรักษาโรคเกาต์ตามธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทฤษฎีเบื้องหลังคือการทำให้ร่างกายเป็นด่างมากขึ้น ระดับกรดยูริกจะลดลง

 เนื่องจากกรดยูริกสามารถเจือจางได้ด้วยการดื่มน้ำ และยิ่งร่างกายมีความเป็นด่างมากเท่าใด กรดยูริกก็จะละลายในน้ำมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ดังนั้น ยิ่งอัตราส่วนของน้ำด่างต่อกรดในร่างกายสูงขึ้น นั่นคือระดับ pH ของร่างกาย (หรือตัวเลขในระดับค่า pH) ยิ่งสูง ร่างกายก็จะยิ่งมีความเป็นด่างมากขึ้น และกรดยูริกก็จะยิ่งลดลงมากเท่านั้น 

 หากระดับกรดยูริกในร่างกายยังต่ำกว่าระดับที่กำหนด (6.0 มก./ดล. สำหรับผู้ชาย และน้อยกว่านั้นเล็กน้อยสำหรับผู้หญิง) การก่อตัวของผลึกโรคเกาต์ก็จะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยกว่า

  เพื่อทำให้ร่างกายของคุณมีความเป็นด่างมากขึ้น เทคนิคที่แนะนำโดยทั่วไปคือการดื่มและแช่น้ำไฮโดรเจนเป็นประจำ

 น้ำไฮโดรเจน มีค่า pH สูง มีสารต้านอนุมูลอิสระ และมีความเข้มข้นไฮโดรเจนสูง จึงเหมาะสมในการดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคเก๊าท์

💦งานอาสาปรับปรุงน้ำดื่มคุณภาพให้โรงเรียน

ตรวจสอบคุณภาพน้ำดื่มโรงเรียนนาอัอย-คำสะอาด ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมืองสกลนคร วันพุธที่ 28 มิถุนายน 2566 เวลา 10:00 น.
1. คุณภาพน้ำประปา
  - ค่าด่าง pH 6.58
  - อนุมูลอิสระ (oxidation) +612 mV
  - ความเข้มข้นไฮโดรเจน 0 ppb

 **ไม่เหมาะกับการบริโภค
2. คุณภาพน้ำกรอง
  - ค่าด่าง pH 6.70
  - อนุมูลอิสระ (oxidation) +135 mV
  - ความเข้มข้นไฮโดรเจน 0 ppb

 **น้ำดื่มคุณภาพต่ำ พอใช้ได้
3. เพิ่มคุณภาพน้ำกรอง ด้วยการเติมไฮโดรเจน 30 นาที
  - ค่าด่าง pH 6.70
  - อนุมูลอิสระ (oxidation) กลายเป็นต้านอนุมูลอิสระ ORP -312 mV (มาตรฐาน-150 mV)

  - ความเข้มข้นไฮโดรเจน 630 ppb (มาตรฐาน 200 ppb)

 **น้ำดื่มคุณภาพดีมาก มีค่าต้านอนุมูลอิสระและไฮโดรเจนเข้มข้น

วันพุธที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2566

💦 ความแตกต่างเมื่อใช้น้ำไฮโดรเจน

ความแตกต่างที่ปลูกพร้อมกันระหว่าง (ซ้าย) น้ำไฮโดรเจน กับ (ขวา) น้ำทั่วไป

💦 การเกษตรและปศุสัตว์ขับเคลื่อนด้วยน้ำไฮโดรเจน

🇭การเกษตรที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำไฮโดรเจน

  เนื่องจากสภาพแวดล้อมของโลกและศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประกอบกับความถี่ของเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงที่เพิ่มขึ้น ควรมีการตรวจสอบปัจจัยใดๆ ที่จะเพิ่มความยืดหยุ่นของสิ่งมีชีวิต  ในเรื่องนี้ การเสริมโมเลกุลไฮโดรเจนและออกซิเจนมีศักยภาพมหาศาล และควรนำมาเป็นแนวคิดแนวหน้าของเราเกี่ยวกับการเกษตรและการผลิตอาหาร
 น้ำที่อุดมด้วยไฮโดรเจนได้รับการแสดงเพื่อปรับปรุงการตอบสนองของภูมิคุ้มกันและลดความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่นอย่างมีนัยสำคัญ ช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตและเพิ่มความสามารถในการต้านทานโรค

    บทสรุปของสิ่งที่เป็นที่รู้จักกันในปัจจุบันเพื่อแนะนำศักยภาพอันยิ่งใหญ่ที่นำเสนอโดยการเสริมระบบการผลิตอาหารด้วย ออกซี่-ไฮโดรเจน

 💦การเกษตรที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำไฮโดรเจน

 หัวใจของการทำงานของโมเลกุลไฮโดรเจน (H₂) ในทางชีววิทยาคือไมโตคอนเดรีย

      ♦️ ไมโตคอนเดรีย (mitochondria) เป็นออร์แกเนลล์ประเภทกึ่งอิสระ (semi-autonomous) ที่มีเยื่อหุ้มสองชั้น พบในสิ่งมีชีวิตยูแคริโอตโอตส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามบางเซลล์ในบางสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์อาจไม่มีไมโทคอนเดรียก็ได้ (เช่นเซลล์เม็ดเลือดแดงที่โตเต็มวัยในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม)

 ไมโตคอนเดรีย (mitochondria) เป็นอวัยวะขนาดเล็กของเซลล์ ทำหน้าที่ผลิตพลังงานและมีสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอเป็นของตัวเองโดยเฉพาะ
 ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตชั้นสูงทั้งหมด นั่นคือ เซลล์พืช เซลล์สัตว์ หรือเชื้อรา ไมโตคอนเดรียให้พลังงานที่จำเป็นต่อชีวิตในรูปของอะดีโนซีนไตรฟอสเฟต (ATP)

 อย่างไรก็ตาม บทบาทของ ATP เป็นมากกว่าแหล่งพลังงานธรรมดา  ATP ยังเพิ่มความเสถียรทางความร้อนของโปรตีนและส่งเสริมการพับที่ถูกต้อง  ความคงตัวของโปรตีนและการพับตัวของโปรตีนที่เหมาะสมเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานทางชีวภาพและด้วยเหตุนี้จึงนำไปสู่ความต่อเนื่องของชีวิต  ความเครียดจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกิดจากสิ่งมีชีวิต (เช่น ความเครียดจากความร้อน ความเครียดจากรังสียูวี) หรือไบโอติก (เช่น เชื้อโรค) ส่งผลให้เกิดการสูญเสียโปรตีนและการพับตัวของโปรตีนที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งสิ่งมีชีวิตจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข

 การเพิ่มความพร้อมใช้งานของ ATP เนื่องจากการเสริม H₂ ช่วยยกระดับเกณฑ์ที่ความเครียดจากสิ่งมีชีวิตและสิ่งมีชีวิตสามารถส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ  ดังนั้น ระดับความเครียดเดียวกันกับที่ปกติแล้วจะทำให้การเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตแคระแกร็นหรือศักยภาพในการอยู่รอดของมันจึงไม่เกิดขึ้น
 ด้วยสภาพแวดล้อมของโลกและศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประกอบกับเหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงที่ทวีความรุนแรงขึ้น ปัจจัยใดก็ตามที่จะเพิ่มความยืดหยุ่นของสิ่งมีชีวิตควรได้รับการตรวจสอบ

          ในเรื่องนี้ การเสริมโมเลกุลไฮโดรเจนและออกซิเจนมีศักยภาพมหาศาล และควรนำมาเป็นแนวคิดแนวหน้าของเราเกี่ยวกับการเกษตรและการผลิตอาหาร
 ♦️ ต่อไปนี้เป็นข้อมูลสรุปของสิ่งที่เป็นที่รู้จักกันในขณะนี้เพื่อแนะนำศักยภาพอันยิ่งใหญ่ที่นำเสนอโดยการเสริมระบบการผลิตอาหารด้วยออกซิเจน-ไฮโดรเจน  มีหมวดหมู่ย่อยมากมายในสาขาที่ใหญ่โตนี้ และเราจะพัฒนาสาขาเฉพาะเหล่านี้เพิ่มเติมตามความสนใจ

 🔹ความอุดมสมบูรณ์ของดินและไฮดรอกซิเจน

   เป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่าการเติมออกซิเจนในดินอย่างเหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช   ในทางตรงกันข้าม ก๊าซไฮโดรเจน (H₂) ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเท่านั้นในขณะนี้ ก๊าซไฮโดรเจนพบว่าช่วยบรรเทาความเครียดจากสิ่งมีชีวิตในพืช เช่น ความเค็มสูง ความแห้งแล้ง รังสียูวี และโลหะหนัก ในขณะที่เพิ่มการเจริญเติบโตและผลผลิตภายใต้ความเครียด  ตัวอย่าง เช่น การบำบัดดินด้วย H₂ ช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตของอาร์เลย์ คาโนลา ข้าวสาลี และถั่วเหลือง รวมถึงน้ำหนักแห้งที่เพิ่มขึ้นระหว่าง 15%-48% และจำนวนหัวไถพรวนเพิ่มขึ้น 36% ถึง 48% เมื่อเทียบกับการควบคุม
 ♦️การเสริมไฮโดรเจนยังแสดงให้เห็นประโยชน์ที่สำคัญในอุตสาหกรรมพืชสวน 10 ตัวอย่างเช่น การใช้น้ำไฮโดรเจนช่วยเพิ่มผลผลิต รสชาติ และคุณภาพของมะเขือเทศเชอรี่ ทั้งที่มีและไม่มีปุ๋ย  นักวิจัยเปรียบเทียบสี่สภาวะที่มีและไม่มีปุ๋ย และการชลประทานโดยใช้น้ำมาตรฐาน หรือน้ำไฮโดรเจน

  **เมื่อใช้ปุ๋ย การใช้น้ำไฮโดรเจนส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 39.7% ในขณะที่การใช้ปุ๋ยเพียงอย่างเดียว ผลผลิตเพิ่มขึ้น 26.5%

 ที่น่าสนใจคือการใช้น้ำไฮโดรเจนโดยไม่ต้องใช้ปุ๋ย ยังคงให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 9.1% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ใส่ปุ๋ยและน้ำมาตรฐาน  ที่สำคัญที่สุดคือการใช้งานของไฮโดรเจนนาโนบับเบิลยังช่วยปรับปรุงคุณภาพของพืชอย่างมีนัยสำคัญในแง่ของปริมาณสารอาหารและรสชาติ.
  อัตราส่วนกรดน้ำตาล ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเนื้อหาที่เพิ่มขึ้นของสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ไลโคปีน!!  การใช้น้ำที่อุดมด้วยไฮโดรเจนส่งผลให้สารประกอบระเหยง่ายและอัลดีไฮด์เพิ่มขึ้นอย่างมาก  สิ่งที่น่าสังเกตมากที่สุดคือการใช้น้ำที่อุดมด้วยไฮโดรเจนช่วยเพิ่มการดูดซึมไนโตรเจนและฟอสฟอรัสที่มีอยู่ในพืชได้มากกว่า 70%-80% และโพแทสเซียมมากกว่า 50% โดยไม่คำนึงถึงการใช้ปุ๋ย"

 ในที่สุด ในขณะที่การบำบัดน้ำไฮโดรเจนหลังการเก็บเกี่ยวลดการสะสมของไนไตรต์ในมะเขือเทศที่เก็บไว้ในสตรอเบอร์รี่ การใช้ไฮโดรเจนก่อนการเก็บเกี่ยวน้ำที่อุดมด้วยฟองนาโนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโปรไฟล์ที่ระเหยง่าย อัตราส่วนกรด-น้ำตาล และคุณสมบัติทางประสาทสัมผัสของพืชที่มีและไม่มีปุ๋ย 

 การผลิตที่เพิ่มขึ้นของสารทุติยภูมิอยู่ภายใต้การควบคุมของ H₂ เมื่อพืชได้รับการเสริมด้วยสารทุติยภูมิ H₂ เช่น ฟลาโวนอยด์ จะถูกผลิตในปริมาณที่มากขึ้น ในขณะที่ลดความเครียดออกซิเดชันและเพิ่มการผลิต ATP ของไมโตคอนเดรีย ไฮโดรเจนยังสามารถเพิ่มความต้านทานของพืชต่อความเครียดโดยทางอ้อมโดยส่งผลต่อองค์ประกอบของจุลินทรีย์ในดิน  ตัวอย่างเช่น ก๊าซโรเจนได้รับการพิสูจน์เพื่อส่งเสริมการจัดหาแบคทีเรียแอโรบิกเบต้า-โปรตีโอแบคทีเรียในโซสเฟียร์ที่เป็นประโยชน์ Vaiavorax paradoxus ซึ่งมีหน้าที่ในการฟื้นฟูดินหลังการปลูกพืชหมุนเวียนด้วยพืชตระกูลถั่ว (เช่น ถั่วเหลืองหรือหัวผักกาด) สายพันธุ์ Variovorax paradoxus ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถปกป้องพืชจากความเครียดจากสิ่งมีชีวิตซึ่งช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตและผลผลิต
 ยิ่งไปกว่านั้น เชื้อ V. paradoxus ยังเป็นที่รู้กันว่าเผาผลาญสารกำจัดศัตรูพืชและสารกำจัดวัชพืชที่ตกค้างในดิน ปรับปรุงสภาพดิน  ที่น่าสนใจคือหลังจากบำบัดก๊าซ H₂ ของดินได้ 7-8 วัน ดินเริ่มตรึง CO₂ ไว้และไม่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ แต่นำออกจากชั้นบรรยากาศและตรึงไว้ในดิน ดินปลูกธัญพืชเป็นผู้ผลิตคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิ (10 ล้านตันต่อปีในออสเตรเลีย) 

 งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการบำบัดด้วยน้ำไฮโดรเจนอาจย้อนกลับแนวโน้มนี้โดยเพิ่มมวลของระบบรากและเพิ่มการตรึง CO₂ ของดิน ทำให้เกิดการกักเก็บคาร์บอน

   โดยสรุป: 

       - ดินที่อุดมด้วยออกซิเจนช่วยเพิ่มความสมบูรณ์ของพืชและผลผลิตด้วยตัวของมันเอง  
       - ก๊าซไฮโดรเจนในตัวเองช่วยเพิ่มการตอบสนองต่อความเครียดของพืชและผลผลิต  Variovorax paradoxus ในตัวมันเองส่งเสริมสุขภาพของพืช การเจริญเติบโต และต่อสู้กับเชื้อโรคพืช 
       - ประการสุดท้าย ก๊าซไฮโดรเจนส่งเสริมการพัฒนาของ Hydrogen-oxidating aerobe Variovorax paradoxus ในเซลล์ และส่งเสริมการตรึง CO₂ ในดิน 

 ดังนั้น การให้ออกซิเจน-ไฮโดรเจนแก่ทั้งพืชผลและดินในรูปของน้ำไฮโดรเจน หรือโดยตรงในรูปก๊าซในดิน ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน  ความสมบูรณ์ของพืช การเจริญเติบโต และผลผลิต  ด้วยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น ความสะดวกสัมพัทธ์ และต้นทุนที่ต่ำของวิธีการ ถึงเวลาที่จะต้องดำเนินการกับแอปพลิเคชันภาคสนามขนาดใหญ่แล้ว

  การทดลองการเสริมพืชด้วย H₂ ของออสเตรเลียโดยใช้ท่อก๊าซใต้ดินโดย CSIRO¹ (2003-2007) ได้แสดงให้เห็นการปรับปรุงผลผลิตสูงถึง 31%  อย่างไรก็ตาม ระบบการจัดส่งโดยใช้ก๊าซอัดและท่อใต้ดินนี้ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ขณะนี้ได้มีการพัฒนาตัวเลือกที่ใช้งานได้จริงและมีศักยภาพทางการเงิน และตอนนี้สามารถใช้งานเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ได้แล้ว

 💦 ปฏิกิริยาของโมเลกุลไฮโดรเจนในระบบทางเดินหายใจ

 เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้รับการพิสูจน์ว่าการเสริม H₂ ยับยั้งการผลิตซูเปอร์ออกไซด์ 22 โดยคอมเพล็กซ์ 1 ซึ่งเป็นผู้ผลิตหลัก  นอกจากนี้ อิชิฮาระและคณะ  แนะนำว่า H₂ บริจาคอิเล็กตรอนในห้อง Q ของสารเชิงซ้อน กลไกหลักสองอย่างเป็นไปได้ แต่เนื่องจากวิวัฒนาการของไฮโดรเจน (การผลิต H₂ จากสองโปรตอน) โดยสารเชิงซ้อนในพืชเพิ่งถูกค้นพบ ความเป็นไปได้มากที่สุดคือสารเชิงซ้อนทำหน้าที่เป็นไฮโดรจีเนสที่ไม่ไวต่อออกซิเจนซึ่งสามารถใช้ไฮโดรเจนเพื่อลดยูบิควิโนนเป็นยูบิควินอล หรือรับอิเล็กตรอนจากยูบิควินอลและคายก๊าซไฮโดรเจนจากโปรตอนสองตัว

  ไม่ว่า H₂ จะมีส่วนร่วมในห่วงโซ่ทางเดินหายใจอย่างไร ก็แสดงให้เห็นว่าการเสริม H₂ แปลงเป็นการผลิต ATP เพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ต่อนาทีโดยไมโตคอนเดรีย การเพิ่มขึ้นที่ดูเหมือนจะเป็นบางส่วนอย่างน้อยที่สุดที่จะแยกออกจากการบริโภคสารอาหาร

 การผลิต ATP เพิ่มขึ้นโดยไมโตคอนเดรียตามหลัง H₂

  หมายความว่าเซลล์สามารถเปลี่ยนสารอาหารที่ไม่ได้ใช้ในการผลิตพลังงานไปสู่การผลิตส่วนประกอบของเซลล์  สิ่งนี้อธิบายได้ว่าทำไมพืชที่เสริมด้วยน้ำไฮโดรเจนจึงสามารถใช้พลังงานมากขึ้นในการเจริญเติบโตและการผลิต

 ♦️ การผลิต ATP ยลและความเครียด ER

 สร้างความเครียดแบบไม่มีชีวตและมีชีวิต (Abiotic and biotic stress generate)

 โครงสร้างโปรตีน
 Endoplasmic Reticulum (ER) ทำให้เกิดความเครียดและกระตุ้นการตอบสนองของโปรตีนที่คลี่ออก  การเสริมโมเลกุลไฮโดรเจนในพืชส่งผลให้ต้านทานต่อความเครียดจากสิ่งมีชีวิตได้ดีขึ้น เช่น ภัยแล้ง ความเค็ม หรือการปนเปื้อนของโลหะหนัก

 การเสริมโมเลกุลไฮโดรเจนยังช่วยให้การผลิต ATP ของไมโตคอนเดรียเพิ่มขึ้นในขณะที่ยับยั้งการผลิตยูเปอร์ออกไซด์

 เนื่องจาก ATP มีความจำเป็นสำหรับการพับโปรตีนที่เหมาะสมใน ER โดยเป็นแหล่งพลังงานหรือเป็นปัจจัยร่วม และจากที่ได้แสดงให้เห็นว่า ATP ช่วยให้เกิดความเสถียรและการพับที่เหมาะสมของโปรตีนด้วยตัวมันเอง รวมทั้งป้องกัน  การรวมตัวของโปรตีนที่พับผิด เราเชื่อว่าความต้านทานที่เพิ่มขึ้นต่อความเครียดจากสิ่งมีชีวิตที่แสดงโดยพืชที่เสริมด้วยไฮโดรเจนเป็นผลโดยตรงจากการเพิ่มขึ้น ความพร้อมใช้งานใน ATP ของไมโตคอนเดรีย

🐄🐄🐄🐄🐄🐄🐄🐄🐄🐄🐄

  🇭 น้ำไฮโดรเจนกับปศุสัตว์

   ⚛️ การเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยอาหาร และการปล่อยก๊าซมีเทน

 ก๊าซมีเทน (CH4) มีพลังความร้อนมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ถึง 80 เท่าในช่วง 20 ปีแรกหลังจากออกสู่ชั้นบรรยากาศ

 เนื่องจากวัว 1 ตัวสามารถผลิตมีเทนได้ 400 ถึง 500 ลิตรต่อวัน และการปล่อยสัตว์เคี้ยวเอื้องทั่วโลกคิดเป็น 15%-16% ของการปล่อยมีเทนทั้งหมด จึงมีความสนใจระดับสูงในการลดเสียงฮึดฮัดดังกล่าวลงอย่างมาก  มีเทนเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการหมักอาหารที่กินเข้าไปในระบบย่อยอาหารของนกฮูก  เส้นทางการหมักที่สิ้นเปลืองพลังงาน และเส้นทางทางเลือกจะดีกว่า
 มีความเป็นไปได้ที่จะลดการปล่อยก๊าซมีเทนของวัวโดยปรับเปลี่ยนประเภทของอาหารสัตว์ที่พวกมันเข้าถึงได้หรือโดยการให้สารปรุงแต่งอาหารที่สวนทางกับการผลิตก๊าซมีเทน อย่างไรก็ตาม วิธีการเหล่านี้อาจมีค่าใช้จ่ายสูงหรือใช้ไม่ได้ผล

 การวิจัยชี้ให้เห็นว่าการยกระดับความเข้มข้นของไฮโดรเจนที่ละลายน้ำให้สูงถึง 100μM (0.2 ppm) อาจยับยั้งเมทาโนเจเนซิสทางอุณหพลศาสตร์ในขณะที่สนับสนุนเส้นทางอื่นที่ผลิตสารประกอบที่สัตว์สามารถดูดซึมและเพิ่มการผลิตโพรพิโอเนต ซึ่งเชื่อมโยงกับการผลิตน้ำนมที่ดีขึ้นและคุณภาพ ในขณะที่ลดการสูญเสียพลังงานที่สัตว์ประสบเมื่อผลิตมีเทน  ระดับความอิ่มตัวของไฮโดรเจนที่มีศักยภาพในน้ำระหว่าง 20C ถึง 40C คือ 1.6 ถึง 1.4 ppm และสูงกว่าขีดจำกัดบนของความเข้มข้นของไฮโดรเจนถึง 7 ถึง 8 เท่า ซึ่งควรยับยั้งการสร้างเมทาโนเจเนซิสในกระเพาะหมักโดยไฮโดรเจน

   การเสริมวัวในรูปของน้ำที่อุดมด้วยไฮโดรเจนและออกซิเจนจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซมีเทนได้อย่างมากในขณะที่ส่งเสริมทางเดินที่ปรับปรุงการดูดซึมอาหารของสัตว์และ เพิ่มภูมิคุ้มกัน

  ⦿ เสริมระบบการผลิตอาหารด้วยออกซิเจน-ไฮโดรเจน

 การอักเสบและความเครียดออกซิเดชัน
 ความแข็งแกร่งของระบบและเพิ่มคุณภาพโดยรวมของสัตว์  เป็นที่น่าสนใจที่จะทราบว่าการเติมออกซิเจน-ไฮโดรเจนลงในน้ำยังสามารถหยุดการสร้างเมทาโนเจเนซิส โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตบิวทิเรตและโพรพิโอเนตซึ่งมีความสำคัญต่อคุณภาพของน้ำนม
 การเสริมไฮโดรเจนช่วยลดความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่นและลดการอักเสบ  สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่าการอักเสบทำให้เกิดการเปลี่ยนทิศทางของสารอาหารจากการสะสมในเนื้อ นม และขนสัตว์ ไปสู่การเผาผลาญของตับ และด้วยเหตุนี้จึงแสดงถึงต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ไม่สำคัญ  ดังนั้นจึงคาดว่าการเสริมไฮโดรเจนผ่านน้ำดื่มจะช่วยปรับปรุงศักยภาพในการผลิตเนื้อ นม และขนสัตว์
 ♦️โซลูชันที่สำคัญระดับโลก

 โลกทั้งใบของเรากำลังรอคอยผลประโยชน์ทางชีวภาพของการเสริมโมเลกุลไฮโดรเจนและออกซิเจนในสัตว์ปีก ปลา สัตว์ และมนุษย์ เป็นต้น อะไรจะยิ่งใหญ่ปานนั้น  

 น้ำไฮโดรเจนได้แสดงให้เห็นแล้วว่าปรับปรุงการตอบสนองของภูมิคุ้มกันอย่างมีนัยสำคัญและลดความเครียดออกซิเดชั่นอย่างมาก

 ♦️ปรับปรุงอัตราการเจริญเติบโตและเพิ่มความสามารถในการต้านทานโรค

 กุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจศักยภาพของโมเลกุลไฮโดรเจนในชีววิทยาคือบทบาทสำคัญที่ไมโตคอนเดรียมีบทบาทและข้อเท็จจริงที่ว่ามันมีอยู่ทั่วไปในแทบทุกชีวิตบนโลกนี้ โดยไม่คำนึงถึงสายพันธุ์ (สปีชีส์)  ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือมนุษย์ มันคือไมโตคอนเดรียที่เปลี่ยนพลังงานเคมี (H₂) ให้เป็นพลังงานชีวภาพ (ATP)  ในระดับของชีววิทยานี้ เราสามารถพบส่วนผสมและหน้าที่ร่วมกันได้ และที่นี่ทำให้เราค้นพบแก่นแท้ของสิ่งมีชีวิตบนโลกของเรา
 ตลอดความพยายามทางการเกษตรทั้งหมด ศักยภาพของมันแสดงถึงโซลูชันต้นทุนต่ำสำหรับปรับปรุงปริมาณทางโภชนาการและเพิ่มการผลิตภายใต้ความเครียดจากสิ่งมีชีวิต เช่น ความแห้งแล้งและความเค็ม  มันจะช่วยให้ผลผลิตจากพื้นที่นับล้านๆไร่เป็นอย่างอื่น

  ⦿ ความคิดที่สูญเสียไปด้วยเหตุผลหลายประการ เช่นเดียวกับความสามารถในการสร้างสภาพแวดล้อมขึ้นใหม่ เช่น องค์กรที่ทำลายสิ่งแวดล้อมต้องการ เช่น การขุดและการตัดไม้ทำลายป่า
 อุตสาหกรรมการเกษตรของโลกมีมูลค่าประมาณ 12 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี  การมีโมเลกุลของไฮโดรเจนและออกซิเจนในดินมีคุณสมบัติส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช ที่อาจแปลโดยตรงการปรับปรุง 20% - 30% ของผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว  นอกจากนี้ การบำบัดดินด้วยไฮโดรเจนและออกซิเจนระดับโมเลกุลจะนำไปสู่การพัฒนาเพิ่มเติมของความหลากหลายของจุลินทรีย์ในดิน ซึ่งจะเป็นการปรับปรุงสุขภาพโดยรวม ความอุดมสมบูรณ์ และศักยภาพในการต้านทานโรคในขณะที่ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชไปพร้อมกัน  การเพิ่มขึ้นของแบคทีเรียส่งเสริมการก่อตัวของแผ่นชีวะที่ซับซ้อนในดิน ซึ่งทำให้การกักเก็บคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศเข้าสู่ดิน  สิ่งนี้มีนัยสำคัญอย่างมากเมื่อพิจารณาถึงการฟื้นฟูพื้นที่เพาะปลูกที่ให้ผลผลิตที่หายไปและสามารถแก้ไขการทำลายทุ่งหญ้าและระบบนิเวศที่มีอยู่แล้วได้อย่างมีนัยสำคัญ

 เทคโนโลยีและการวิจัยนี้มีศักยภาพมหาศาลเพื่อพัฒนาวัตถุประสงค์ของรัฐบาลโลกในหลายๆ ด้านที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหาร สุขภาพสัตว์ สุขภาพของมนุษย์ สุขภาพทางทะเล การจัดการสิ่งแวดล้อม การฟื้นฟูดิน
♦️การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

 การแปรสภาพเป็นทะเลทรายสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกสูงถึง 15 ล้านล้านดอลลาร์ 

  ไฟป่า ภัยแล้ง และความเสื่อมโทรมของที่ดินในรูปแบบอื่นๆ สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกมากถึง 15 ล้านล้านดอลลาร์ทุกปี และกำลังทำให้วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงมากขึ้น เจ้าหน้าที่ด้านสิ่งแวดล้อมระดับสูงของสหประชาชาติกล่าว

  เลขาธิการบริหารสหประชาชาติ  Convention to Combat Desertification (UNCCD) กล่าวว่า ความเสื่อมโทรมของที่ดินทำให้เศรษฐกิจโลกลดลงร้อยละ 10-17 ซึ่ง ธนาคารโลก คำนวณไว้ที่ 85.8 ล้านล้านดอลลาร์
    การเติมไฮโดรเจนและออกซิเจนในระดับโมเลกุลให้ศักยภาพและความหมายอย่างมหาศาลเมื่อพิจารณาถึงการฟื้นฟูพื้นที่เพาะปลูกที่ให้ผลผลิตที่สูญเสียไป และสามารถปรับปรุงการทำลายทุ่งหญ้าและระบบนิเวศที่มีอยู่แล้วได้อย่างมีนัยสำคัญ  การพัฒนาความรู้นี้แสดงถึงความสามารถในการซ่อมแซมพื้นที่เพาะปลูกที่คิดว่าสูญหายไปหลายชั่วอายุคน และจะช่วยให้เกิดการฟื้นฟูและความสามารถในการกลับมาทำการเกษตรที่มีประสิทธิผลในดินและสภาพแวดล้อมที่ไม่คิดว่าเป็นไปได้ก่อนหน้านี้
 ♦️คาร์บอนไดออกไซด์ CO₂

 การกักเก็บคาร์บอนในดินเป็นหนึ่งในเส้นทางที่สามารถมีส่วนสำคัญในการสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอนในอนาคต ในขณะเดียวกันก็เป็นประโยชน์ต่อภาคเกษตรกรรม  การเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน เช่น การเพิ่มระบบรากของพืชและทำให้เกิดฟิล์มชีวภาพที่กว้างขวาง ปรับปรุงโครงสร้างของดินและลดการพังทลาย นำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพน้ำในน้ำใต้ดินและน้ำผิวดิน และท้ายที่สุดเพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหารและลดผลกระทบเชิงลบต่อระบบนิเวศ  แม้ว่าจะเป็นการยากที่จะระบุตัวเลขของ Hollar เกี่ยวกับประโยชน์ของการกักเก็บคาร์บอนด้วยวิธีที่ถูกต้อง แต่ก็สามารถให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลผ่านการผลิตทางการเกษตรที่เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ
 การวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกันระหว่างไมโตคอนเดรียและคลอโรพลาสต์คาดว่าจะเผยให้เห็นการปรับปรุงประสิทธิภาพที่สำคัญทั้งการพับโปรตีนและการกักเก็บคาร์บอน และการสร้างมวลชีวภาพเหนือและใต้พื้นดิน